📅 บทวิเคราะห์ตลาดประจำวันที่ 30 ก.ค. 2569
นี่คือสถานการณ์ที่ยากที่สุด — เศรษฐกิจโตช้าลงหรือซบเซา แต่ข้าวของกลับยังแพงขึ้น (เงินเฟ้อสูง) เปรียบเหมือนรถติดหล่มแต่ค่าน้ำมันแพง ช่วงนี้หุ้นเจอปัญหากำไรบริษัทหด ส่วนพันธบัตรก็โดนเงินเฟ้อกัดกินผลตอบแทน จึงเป็นจังหวะที่ควร "ตั้งรับ" มากกว่าไล่ราคา
เคยสงสัยไหมว่าเงินก้อนหนึ่งของเราจะเดินทางไปไหนเมื่อท้องฟ้าเศรษฐกิจเริ่มครึ้มและอากาศชื้นเหมือนอยู่ในหล่มที่ค่าน้ำมันแพง?
ในช่วงนี้เศรษฐกิจสหรัฐฯ ถูกอธิบายว่าเป็นภาวะ “ชะงักงัน” (Stagflation) – เหมือนวันที่ท้องฟ้ามืดครึ้ม ลมสงบ แต่ความร้อนอบอ้าวยังคงอยู่ เงินที่เคยวิ่งไปซื้อหุ้นหรือสินทรัพย์เสี่ยงเริ่มรู้สึกเหมือนถูกพายุลมพัดถอยหลัง จึงเริ่มมองหาที่พักหลบฝนที่ปลอดภัยก่อน
จากแผนที่สินทรัพย์เห็นได้ชัดว่าเงินกำลังไหลออกจากกลุ่มที่แสดงสัญญาณอ่อนแอ เช่น ตราสารหนี้ (K‑GDBOND) ที่ให้ผลตอบแทนติดลบในระยะ 1‑6 เดือน หุ้นอินเดีย (K‑INDX) และหุ้นเวียดนาม (SCBVNALPHA) ก็มีผลตอบแทนติดลบหรือนิ่งสนิท เหมือนกับว่าเรือแล่นฝ่าพายุแล้วเริ่มรั่ว นักลงทุนจึงเริ่มถอนเงินออกจากจุดนั้นเพื่อลดความเสี่ยง
ในทางกลับกัน เงินกำลังไหลเข้าหาสินทรัพย์ที่แข็งแกร่งและให้ผลตอบแทนบวกในระยะสั้นถึงกลาง เช่น โภคภัณฑ์ (I‑OIL) ที่เพิ่มขึ้นกว่า 10% ในหนึ่งเดือน อสังหาริมทรัพย์/REIT (TTHREIT) และหุ้นไทย (K‑SET50) ก็มีผลตอบแทนบวกต่อเนื่อง หลายคนมองว่าสินทรัพย์เหล่านี้เหมือนกับการหาที่หลบแดดจัดภายใต้ร่มไม้หนา – ให้ความเย็นสบายและยังมีโอกาสได้รับผลตอบแทนที่ดีในระยะกลาง
เมื่อมองไปข้างหน้า ภาวะเศรษฐกิจที่เติบโตช้าแต่เงินเฟ้อยังสูงทำให้หลักการเบื้องต้นแนะนำให้เน้นการถือสินทรัพย์ที่มีความเสี่ยงต่ำและสภาพคล่องสูง เพื่อรอจังหวะที่ทิศทางเศรษฐกิจชัดเจนขึ้น ตัวอย่างเช่น กองตลาดเงิน (Money Market) หรือกองตราสารหนี้ระยะสั้นสามารถทำหน้าที่เป็น “ที่พักชั่วคราว” ขณะที่ทองคำบางส่วน (เช่น SCBGOLDFUND ซึ่งเริ่มฟื้นตัว) อาจช่วยบรรเทาผลกระทบจากเงินเฟ้อได้บ้าง แม้ในรายการกองทุนที่ให้มาจะไม่มีกองตลาดเงินระบุชื่อชัดเจน แต่หลักการนี้ยังใช้ได้เสมอ และควรกระจายเงินไปในหลายประเภทเพื่อไม่ให้พึ่งพิงสินทรัพย์ใดสินทรัพย์หนึ่งมากเกินไป
สุดท้าย อยากเพิ่มมุมมองว่าตัวเลขเงินเฟ้อและการเติบโตที่อ่อนแอเป็นเพียงส่วนหนึ่งของภาพ เงินเฟ้อที่ยังสูงอาจทำให้ธนาคารกลางสหรัฐฯ ต้องพิจารณานโยบายอัตราดอกเบี้ยต่อไป หากมีสัญญาณว่าดอกเบี้ยจะถูกปรับลดลงในอนาคต พันธบัตรระยะยาวอาจกลับมาน่าสนใจขึ้น ในทางตรงกันข้าม หากเงินเฟ้อยังคงดื้อรั้นและธนาคารกลางเลือกขึ้นดอกเบี้ยต่อไป ตราสารหนี้อาจเผชิญแรงกดดันเพิ่มเติม ดังนั้นนักลงทุนควรจับตาการประชุมของเฟด ตัวเลขดัชนีราคาผู้บริโภค (CPI) และตัวบ่งชี้กิจกรรมทางเศรษฐกิจอย่าง PMI หรือการจ้างงาน เพื่อปรับแผนการเดินทางของเงินให้สอดคล้องกับสภาพอากาศที่เปลี่ยนแปลงไปเรื่อยๆ นั่นเอง