📅 บทวิเคราะห์ตลาดประจำวันที่ 1 ต.ค. 2569
เศรษฐกิจโตแรงจนเริ่ม "ร้อนเกินไป" ข้าวของแพงขึ้นเร็ว (เงินเฟ้อพุ่ง) ธนาคารกลางจึงเริ่มขึ้นดอกเบี้ยเพื่อเบรกความร้อนแรง หุ้นยังพอไปได้แต่เริ่มผันผวนมากขึ้นเพราะต้นทุนกู้เงินสูงขึ้น สิ่งที่ได้ประโยชน์คือ "ของที่จับต้องได้" ซึ่งราคาขึ้นตามเงินเฟ้อ
คืนที่ผ่านมาตลาดโลกเกิดอะไรขึ้น พาดหัวข่าวบอกว่าเงินดอลลาร์สหรัฐอ่อนค่าลงหลังตัวเลขเงินเฟ้อออกมาแผ่วกว่าที่คาด ส่วนน้ำมันปรับตัวสูงขึ้นเพราะประธานาธิบดีทรัมป์ปฏิเสธที่จะผ่อนคลายมาตรการคว่ำบาตรอิหร่าน ฝั่งอเมริกายังมีสัญญาณบวกจากดัชนี S&P 500 ที่ขยับขึ้นหลังข้อมูลชี้ว่าเงินเฟ้อชะลอตัวลงเมื่อเดือนก่อน สิ่งเหล่านี้สะท้อนให้เห็นว่าสินทรัพย์ที่เกี่ยวกับเงินเฟ้อและสินค้าโภคภัณฑ์ยังดึงดูดความสนใจจากนักลงทุน ขณะที่ตลาดหุ้นสหรัฐฯ ก็ยังพอไปได้แม้จะเริ่มมีความผันผวนมากขึ้นจากต้นทุนกู้ที่สูงขึ้น สภาพตลาดเช่นนี้สอดคล้องกับภาพรวมที่ว่า ตอนนี้ “ของที่จับต้องได้” เช่น น้ำมันและสินค้าโภคภัณฑ์ต่างๆ กำลังเป็นที่นิยม ส่วน “ของที่ไม่ใช่รูปธรรม” อย่างหุ้นบางกลุ่มก็ได้รับผลกระทบจากต้นทุนการเงินที่สูงขึ้น
เงินส่วนใหญ่กำลังไหลเข้าหาสินทรัพย์ที่ยัง “แข็งแกร่ง” ตามข้อมูลแผนที่สินทรัพย์ ไม่ว่าจะเป็นคริปโต, สินค้าโภคภัณฑ์ (น้ำมัน, โลหะ), หุ้นสหรัฐฯ บางกลุ่ม (เทค), หุ้นเกาหลี, หุ้นญี่ปุ่น และหุ้นอเมริกันทั่วไป นักลงทุนดูเหมือนจะมองข้ามตราสารหนี้ที่ “อ่อนแอ” (กองตราสารหนี้ระยะยาว) และสินทรัพย์ที่ “ร่วง” เช่น หุ้นจีน, อสังหา/REIT, หุ้นอินเดีย, ทองคำ และหุ้นเวียดนาม เงินที่ไหลออกจากการลงทุนเหล่านี้แสดงให้เห็นว่านักลงทุนกำลังเลี่ยงความเสี่ยงจากสิ่งที่อาจถูกกดดันจากนโยบายการเงินตึงตัว (เช่น พันธบัตร) หรือจากปัจจัยภูมิภาคที่เฉพาะเจาะจง (เช่น ปัญหาเศรษฐกิจในจีนและบางประเทศเกิดใหม่) การเคลื่อนย้ายเช่นนี้ทำให้เห็นภาพที่ชัดเจนว่านักลงทุนกำลัง “หาที่หลบภัย” ในสินทรัพย์ที่ยังทำผลงานได้ดีในสภาวะเงินเฟ้อสูงและธนาคารกลางขึ้นดอกเบี้ย
สินทรัพย์ที่ “แข็งแกร่ง” ชัดเจนที่สุดจากข้อมูลคือคริปโตและสินค้าโภคภัณฑ์ ซึ่งทั้งคู่แสดงผลตอบแทนบวกในระยะ 1 เดือน, 3 เดือน และ 6 เดือน ส่วนกลุ่มที่ “อ่อนแอ” อย่างเห็นได้ชัดคือตราสารหนี้และหุ้นจีน, REIT, หุ้นอินเดีย, ทองคำ และหุ้นเวียดนาม ผลตอบแทนที่ติดลบในระยะ 1 และ 3 เดือน แสดงให้เห็นว่าสภาวะตลาดปัจจุบันไม่ค่อยเอื้อกับนักลงทุนเหล่านี้ นักลงทุนสามารถเลือกกองทุนไทยที่อยู่ในกลุ่มที่น่าสนใจได้ เช่น กองคริปโต KT-BTCETF, กองสินค้าโภคภัณฑ์ I-OIL, กองหุ้นกลุ่มเทคสหรัฐ KT-NASDAQ, กองหุ้นญี่ปุ่นรุ่นใหม่ K-JPX, กองหุ้นสหรัฐฯ รวม K-US500XUH, กองหุ้นตลาดเกิดใหม่ K-SEMQ, กองหุ้นโลก K-GLOBE, กองหุ้นจีน MCHEVO, กองก็อบฮิต TTHREIT, กองหุ้นอินเดีย ABIG, กองทองคำ SCBGOLDFUND และกองหุ้นเวียดนาม SCBVNALPHA สิ่งเหล่านี้ช่วยให้นักลงทุนสามารถกระจายความเสี่ยงและใช้ประโยชน์จากทั้งส่วนที่ “แข็งแกร่ง” และ “อ่อนแอ” ของตลาด
มองไปข้างหน้า สภาวะเศรษฐกิจสหรัฐฯ กำลังอยู่ในช่วงที่ “ร้อนเกินไป” (overheat) ธนาคารกลางจึงขึ้นดอกเบี้ยเพื่อควบคุมเงินเฟ้อ ภาพรวมนี้สนับสนุนสินทรัพย์ที่ “จับต้องได้” อย่างสินค้าโภคภัณฑ์และน้ำมัน ขณะที่ทองคำก็ยังเป็นตัวช่วยป้องกันความเสี่ยงจากเงินเฟ้อได้เช่นกัน กองทุนรวมที่ควรพิจารณาตามหลักการคือ กองสินค้าโภคภัณฑ์ (เช่น I-OIL), กองทองคำ (เช่น SCBGOLDFUND), กองตลาดเงิน และกองหุ้นที่ยังทำผลงานได้ดี เช่น กองหุ้นสหรัฐฯ รวม (K-US500XUH) และกองหุ้นญี่ปุ่นรุ่นใหม่ (K-JPX) กองตราสารหนี้ระยะยาวยังคงอ่อนแอ ดังนั้นนักลงทุนอาจต้องจำกัดการลงทุนในส่วนนี้หรือมองหากองตราสารหนี้ที่มีเสถียรภาพมากกว่า หลักการนี้สอดคล้องกับข้อมูลสถิติที่แสดงให้เห็นว่าสินทรัพย์เหล่านั้นทำผลงานได้ดีกว่าในช่วง Fed ขึ้นดอกเบี้ยและมีแนวโน้มเงินเฟ้อสูง
ตัวเลขเศรษฐกิจที่ต้องจับตาช่วงนี้มีอยู่สองสามตัวที่อาจส่งผลกระทบต่อสินทรัพย์ประเภทต่างๆ วันศุกร์นี้ ตัวเลขเงินเดือนต่อชั่วโมงของสหรัฐฯ (Average Hourly Earnings) และการเปลี่ยนแปลงการจ้างงานนอกภาคเกษตร (Non-Farm Employment Change) ถูกจับตามองเป็นพิเศษ ตลาดคาดว่าการเติบโตของเงินเดือนจะชะลอลงที่ 0.3% จากเดือนก่อน และการเพิ่มขึ้นของการจ้างงานจะลดลงมาที่ 90,000 ตำแหน่งจากระดับสูงกว่า 160,000 ตำแหน่งในครั้งก่อน ถ้าออกมาต่ำกว่าคาด อาจหมายความว่าเงินเฟ้อจะลดลง ซึ่งจะช่วยหุ้นสหรัฐฯ และทองคำ แต่จะทำให้ผลตอบแทนพันธบัตรปรับตัวลดลง ตรงกันข้าม ถ้าออกมาสูงกว่าคาด อาจเพิ่มความกดดันเงินเฟ้อ ส่งผลดีต่อสินค้าโภคภัณฑ์และทองคำ แต่จะกดดันหุ้นที่อ่อนไหวต่อต้นทุนการเงิน ส่วนตัวเลข PMI ภาคการผลิตของสหรัฐฯ ในคืนวันพฤหัสบดีก็น่าสนใจเช่นกัน ตลาดน่าจะมองว่ามันยังคงอยู่ในพื้นที่ขยายตัว (คาดที่ 54.8) ซึ่งบ่งชี้ถึงความแข็งแกร่งของเศรษฐกิจสหรัฐฯ และสนับสนุนหุ้นสหรัฐฯ ถ้าออกมาต่ำกว่าคาด อาจเพิ่มความวิตกและหนุนทองคำ
จากภาพรวมทั้งหมด มีประเด็นหนึ่งที่กรอบทฤษฎีข้างต้นไม่ได้พูดถึงมากนัก นั่นคือความผันผวนของนโยบายธนาคารกลางที่อาจเกิดขึ้น นักลงทุนควรจับตาว่าธนาคารกลางสหรัฐฯ จะปรับขึ้นดอกเบี้ยอีกครั้งหรือไม่ และถ้ามี ระดับความรุนแรงของผลกระทบต่อตราสารหนี้จะเป็นเท่าไร นอกจากนี้ การประกาศ CPI ของเขตยูโรและญี่ปุ่นที่ใกล้เข้ามา อาจชี้ให้เห็นว่าสภาวะเงินเฟ้อทั่วโลกกำลังปรับตัวลดลงหรือไม่ ซึ่งจะส่งผลต่อทุกสินทรัพย์ ประเด็นสำคัญคือ นักลงทุนควรติดตามทั้งตัวเลขทางเศรษฐกิจและสัญญาณนโยบายจากธนาคารกลางในเดือนหน้า เพื่อประเมินว่าสภาวะตลาดยังคงเอื้อกับสินทรัพย์ “แข็งแกร่ง” และสินค้าโภคภัณฑ์ได้ต่อไปหรือไม่