📅 บทวิเคราะห์ตลาดประจำวันที่ 5 ส.ค. 2569
นี่คือสถานการณ์ที่ยากที่สุด — เศรษฐกิจโตช้าลงหรือซบเซา แต่ข้าวของกลับยังแพงขึ้น (เงินเฟ้อสูง) เปรียบเหมือนรถติดหล่มแต่ค่าน้ำมันแพง ช่วงนี้หุ้นเจอปัญหากำไรบริษัทหด ส่วนพันธบัตรก็โดนเงินเฟ้อกัดกินผลตอบแทน จึงเป็นจังหวะที่ควร "ตั้งรับ" มากกว่าไล่ราคา
เงินเหมือนกับเรือที่ต้องหาที่จอดเมื่อคลื่นทะเลเปลี่ยนทิศ ใบ้แรกคือเรือกำลังขนเงินออกจากตลาดหุ้นไทยและหุ้นสหรัฐ เพราะผลตอบแทนในช่วง 1‑6 เดือนเริ่มลดลงหรือเป็นลบ ทำให้นักลงทุนหันมาเก็บ “น้ำ” – ก็คือเงินสดหรือสินทรัพย์ที่มีความเสี่ยงต่ำ – ไว้ในกองตลาดเงินหรือกองตราสารหนี้ระยะสั้น ที่พบว่าในข้อมูล ณ เดือนสิงหาคม 2026 ผลตอบแทนยังคงเป็นบวกเล็กน้อยหรือใกล้ศูนย์ แสดงว่าเงินกำลังหาที่พักที่มั่นคงก่อนที่จะเร่งกลับเข้า market อีกครั้ง
สินทรัพย์ที่แข็งแกร่งในตอนนี้ ได้แก่ หุ้นสหรัฐโดยทั่วไป หุ้นเทคโนโลยีสหรัฐ หุ้นโลก และกอง REIT ทั้งหมดล้วนมีผลตอบแทนบวกต่อเนื่อง 6‑เดือนและแนวโน้มการเติบโตที่ค่อนข้างมั่นคง ทั้งนี้หมายความว่านักลงทุนที่มุ่งหาการเติบโตหรือผลตอบแทนสูงอาจยังคงถือหรือเพิ่มสัดส่วนในกลุ่มเหล่านี้ แต่ต้องระมัดระวังว่าการแข็งแกร่งนี้อาจถูก “คลื่น” จากสภาวะเศรษฐกิจ stagflation ที่ทำให้บริษัททำกำไรลดลงได้ หากคลื่นแรงเกินไป ผลตอบแทนอาจลดลงเร็วกว่าที่คาด
ในขณะที่สินทรัพย์ที่อ่อนแอ ได้แก่ หุ้นไทยโดยทั่วไป หุ้นจีน หุ้นเกาหลี ทองคำ และคริปโต มีผลตอบแทนติดลบในช่วง 1‑6 เดือน ทำให้ดูเหมือนว่า “น้ำ” กำลังไหลออกจากเรือเหล่านี้ นักลงทุนควรถือตำแหน่งที่ระมัดระวังหรือลดสัดส่วนลง เพราะการอ่อนแออาจต่อเนื่องหากเศรษฐกิจยังคงซบเซาและเงินเฟ้อสูงทำให้ค่าใช้จ่ายเพิ่มขึ้น
กองทุนไทยที่น่าสนใจในกลุ่มแข็งแกร่ง ได้แก่ กอง REIT TTHREIT (เพราะมีผลตอบแทน 6‑เดือน 12.5% และเป็นสินทรัพย์ที่มักได้รับการสนับสนุนจากค่าเช่า) , กองตราสารหนี้ระยะสั้น K‑GDBOND (แม้จะอ่อนแอเล็กน้อยใน 1‑เดือนแต่ยังคงมีผลตอบแทนบวก 3‑เดือน) และกองทองคำ SCBGOLDFUND (แม้จะอ่อนแอใน 6‑เดือนแต่เป็นทางเลือกที่ช่วยกันเรื่องเงินเฟ้อ)
มองไปข้างหน้า เรายังอยู่ในช่วง stagflation – การเติบโตช้าแต่เงินเฟ้อสูง – ซึ่งเป็นสภาพแวดล้อมที่ทำให้ “เรือ” ต้องหาที่จอดที่มีความเสี่ยงต่ำก่อนที่จะเร่งกลับเข้า market อีกครั้ง ดังนั้นคำแนะนำเชิงหลักการคือการเน้นกองทุนที่ให้ความเสี่ยงต่ำและมีสภาพคล่องสูง เช่น กองตลาดเงินหรือกองตราสารหนี้ระยะสั้น, กองทองคำเพื่อป้องกันเงินเฟ้อ, และกอง REIT เพื่อรับผลตอบแทนค่าเช่าในระยะสั้น หากมีกองไทยในกลุ่มเหล่านี้ เช่น TTHREIT, K‑GDBOND หรือ SCBGOLDFUND ก็ควรถือเป็นส่วนหนึ่งของพอร์ตโดยควรกระจายไม่เกิน 30‑40% ของเงินลงทุนโดยรวม
จากตัวเลขเศรษฐกิจที่ให้มา มีประเด็นที่กรอบทฤษฎีไม่ได้พูดถึงคือการที่ธนาคารกลางสหรัฐอาจปรับนโยบายอัตราดอกเบี้ยเร็วขึ้นหรือชะลอการผ่อนคลิบ ซึ่งจะส่งผลต่อต้นทุนการก่อหนี้ของบริษัทและทำให้หุ้นบางส่วนที่พึ่งพาการขยายกำไรอ่อนลง ขณะเดียวกัน การเฝ้าดูตัวเลข CPI ของสหรัฐและ GDP ไตรมาสต่อไปจะให้สัญญาณว่าเศรษฐกิจกำลังเข้าใกล้ “จุดเปลี่ยน” หรือยังคงซบเซาต่อไป นักลงทุนควรจับตาดูการประกาศอัตราดอกเบี้ยของ Fed, รายงานการจ้างงานและการใช้จ่ายของผู้บริโภคในเดือนต่อๆ ไป เพราะเหตุการณ์เหล่านี้จะกำหนดทิศทางของเงินไหลเข้า‑ออกในตลาดต่อไป.