📅 บทวิเคราะห์ตลาดประจำวันที่ 12 ก.ย. 2569
นี่คือสถานการณ์ที่ยากที่สุด — เศรษฐกิจโตช้าลงหรือซบเซา แต่ข้าวของกลับยังแพงขึ้น (เงินเฟ้อสูง) เปรียบเหมือนรถติดหล่มแต่ค่าน้ำมันแพง ช่วงนี้หุ้นเจอปัญหากำไรบริษัทหด ส่วนพันธบัตรก็โดนเงินเฟ้อกัดกินผลตอบแทน จึงเป็นจังหวะที่ควร "ตั้งรับ" มากกว่าไล่ราคา
52% คือผลตอบแทนของหุ้นเกาหลีตลอดครึ่งปีที่ผ่านมา และเป็นตัวเลขที่โดดเด่นที่สุดในแผนที่สินทรัพย์วันนี้ หากมองให้ลึกลงไป จะเห็นได้ชัดว่าเงินกำลังเคลื่อนตัวออกจากกลุ่มสินทรัพย์ที่เคยเป็นจุดหมายของทุนโลก เช่น ทองคำและหุ้นจีน แล้วไหลเข้าไปหาสินทรัพย์เสี่ยงสูงที่กระจายตัวอยู่ในเอเชียและตลาดคริปโต ส่วนคืนที่ผ่านมา ตลาดโลกโฟกัสกับเรื่องเงินเฟ้อสหรัฐฯ เป็นหลัก จากพาดหัวข่าวที่ระบุว่า ดัชนีดาวโจนส์พุ่งขึ้น 500 จุดหลังราคาน้ำมันคลายตัวลง ในขณะที่อัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐฯ ยังอยู่ในระดับสูงต่อเนื่องเพราะเงินเฟ้อที่ยังฝังตัว สำหรับนักลงทุนกองทุนรวมในไทย ข่าวเหล่านี้แปลว่า กองทุนที่ลงทุนในหุ้นสหรัฐฯ อย่างกอง KKP US500-UH FUND และกองทุนหุ้นโลกอย่างกอง K-GLOBE อาจยังอยู่ในช่วงซบเซา เพราะต้นทุนการดำเนินธุรกิจสูงและกำไรบริษัทถูกกัดกร่อน ขณะที่กองทุนที่เกี่ยวกับน้ำมันอย่างกอง I-OIL อาจผันผวนจากความตึงตัวของราคาน้ำมันในระยะสั้น
เมื่อพิจารณาแผนที่สินทรัพย์อย่างละเอียด จะเห็นได้ชัดว่าเงินกำลังไหลเข้ากลุ่มคริปโต (1 เดือน +21.9%) โภคภัณฑ์อย่างน้ำมัน (1 เดือน +10.1%) หุ้นเกาหลี (6 เดือน +52%) หุ้นญี่ปุ่น (6 เดือน +18.9%) และหุ้นตลาดเกิดใหม่ (6 เดือน +20.1%) รวมถึงหุ้นไทยที่อยู่ในเกณฑ์แข็งแกร่งเช่นกัน (6 เดือน +16.2%) ในขณะที่กลุ่มที่อ่อนแอที่สุดได้แก่ ทองคำ (6 เดือน -13.5%) หุ้นจีน (1 เดือน -3.8% หกเดือน -7.7%) หุ้นอินเดีย (6 เดือน +1.1%) หุ้นเวียดนาม (6 เดือน +4.7%) และตราสารหนี้โดยรวม สำหรับนักลงทุนทั่วไป สินทรัพย์ที่แข็งแกร่งอย่างคริปโตและโภคภัณฑ์หมายถึงความเสี่ยงที่สูงขึ้นแต่ผลตอบแทนอาจมาก ในขณะที่สินทรัพย์อ่อนแออย่างทองคำและหุ้นจีนอาจเป็นจุดที่น่าสนใจสำหรับการกระจายความเสี่ยงหากเชื่อว่าค่าเหล่านี้อาจฟื้นตัวได้ในอนาคต ทั้งนี้ หุ้นสหรัฐฯ ที่อยู่ในเกณฑ์ "โมเมนตัมแผ่ว" อย่างกอง TNASDAQ ก็เป็นสัญญาณว่าแม้ผลตอบแทนระยะ 6 เดือนยังดีที่ 20.7% แต่แนวโน้มในช่วงใกล้เริ่มชะลอตัวลง
ตัวเลขเศรษฐกิจที่ควรจับตามองในสัปดาห์นี้มีอยู่ 2 ตัวที่สำคัญที่สุด คือ ดัชนีราคาผู้บริโภค (CPI) ของสหรัฐฯ ที่ตลาดคาดว่าจะอยู่ที่ 3.4% ต่อปี เท่ากับครั้งก่อน และดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภคเบื้องต้นที่ตลาดคาด 51.0 เท่ากับครั้งก่อน หาก CPI ออกมาสูงกว่าคาด หมายความว่าเงินเฟ้อยังฝังตัวลึกและธนาคารกลางอาจต้องคงอัตราดอกเบี้ยสูงต่อไป ซึ่งโดยหลักการจะกดดันกองทุนตราสารหนี้และกองทุนหุ้นกลุ่มเทคโนโลยีที่พึ่งพาการเติบโตในอนาคต ในขณะที่กองทุนตลาดเงินและกองทุนความเสี่ยงต่ำอาจเป็นที่พักพิงที่ปลอดภัยกว่า ส่วนหากความเชื่อมั่นผู้บริโภคออกมาต่ำกว่าคาด ก็จะบ่งชี้ว่าเศรษฐกิจชะลอตัวลงเรื่อยๆ และผู้คนเริ่มลดการใช้จ่าย ซึ่งอาจกดดันกองทุนหุ้นในระยะสั้นให้ผันผวนมากขึ้น ทั้งนี้ ตัวเลขทั้งสองตัวนี้เป็นเพียง "ตลาดคาด" กับ "ครั้งก่อน" เท่านั้น ยังไม่มีค่าจริงที่ประกาศออกมา จึงไม่สามารถสรุปผลได้จนกว่าจะมีการประกาศอย่างเป็นทางการ
ในสภาวะเศรษฐกิจแบบ "ชะงักงัน" ที่เศรษฐกิจโตช้าลงแต่เงินเฟ้อยังสูงอย่างตอนนี้ หลักการทั่วไปคือการถือสินทรัพย์ความเสี่ยงต่ำที่มีสภาพคล่องสูงอาจเป็นทางเลือกที่เหมาะสมกว่าการไล่ซื้อหุ้นอย่างกระตือรือร้น กองทุนตลาดเงินและกองตราสารหนี้ระยะสั้นอาจช่วยรักษามูลค่าเงินได้ดีกว่าในช่วงนี้ ส่วนทองคำอย่างกอง SCBGOLDFUND อาจช่วยป้องกันเงินเฟ้อได้บางส่วน แม้จะยังอ่อนแอในเชิงสถิติอยู่ก็ตาม สำหรับผู้ที่ต้องการสัมผัสความเสี่ยงแต่ไม่ต้องการเสี่ยงเต็มตัว การกระจายเงินไปหลายประเภทกองทุนพร้อมกัน เช่น ผสมระหว่างกองตลาดเงิน กองตราสารหนี้ระยะสั้น และทองคำเล็กน้อย อาจเป็นแนวทางที่สมดุลกว่า ทั้งนี้เป็นการประเมินจากแบบจำลองทางสถิติ ไม่ใช่การรับประกันผลตอบแทน และนักลงทุนควรกระจายความเสี่ยงเสมอ
มุมมองส่วนตัวของผมคือ สิ่งที่กรอบทฤษฎีข้างต้นอาจยังไม่ได้พูดถึงอย่างเต็มที่คือ ทิศทางนโยบายของธนาคารกลางสหรัฐฯ ที่อาจต้องกดดันระหว่างการกระตุ้นเศรษฐกิจกับการดับเงินเฟ้อ หากธนาคารกลางเลือกที่จะขึ้นดอกเบี้ยต่อเนื่อง กองทุนตราสารหนี้ระยะยาวจะได้รับผลกระทบหนักกว่าระยะสั้น และหุ้นกลุ่มเทคโนโลยีอย่างกอง TNASDAQ ก็อาจเผชิญแรงกดดันเพิ่ม ในช่วงถัดไป นักลงทุนควรจับตาตัวเลขการจ้างงานและการประชุมนโยบายของธนาคารกลางสหรัฐฯ เป็นพิเศษ เพราะจะเป็นตัวชี้วัดว่าเศรษฐกิจกำลังจะหลุดพ้นจากภาวะชะงักงันหรือจมลึกลงไปอีก นอกจากนี้ ความตึงตัวของราคาน้ำมันจากสถานการณ์ในตะวันออกกลางที่ปรากฏในพาดหัวข่าวก็เป็นอีกปัจจัยหนึ่งที่อาจผลักดันเงินเฟ้อให้สูงขึ้นและส่งผลต่อทิศทางของกองทุนโภคภัณฑ์และกองทุนหุ้นในภูมิภาคต่างๆ ต่อไป