📅 บทวิเคราะห์ตลาดประจำวันที่ 3 ส.ค. 2569
นี่คือสถานการณ์ที่ยากที่สุด — เศรษฐกิจโตช้าลงหรือซบเซา แต่ข้าวของกลับยังแพงขึ้น (เงินเฟ้อสูง) เปรียบเหมือนรถติดหล่มแต่ค่าน้ำมันแพง ช่วงนี้หุ้นเจอปัญหากำไรบริษัทหด ส่วนพันธบัตรก็โดนเงินเฟ้อกัดกินผลตอบแทน จึงเป็นจังหวะที่ควร "ตั้งรับ" มากกว่าไล่ราคา
เคยไหมครับ? เวลาเราตั้งใจจะขับรถออกไปเที่ยวต่างจังหวัด แต่พอสตาร์ทรถปุ๊บ น้ำมันดันหมด แถมถนนข้างหน้ายังรถติดแหง็ก ขยับไปไหนไม่ได้ แถมค่าอาหารตามข้างทางก็แพงขึ้นกว่าเมื่อวานอีก อาการแบบนี้แหละครับที่นักลงทุนกำลังเจออยู่ เพราะตอนนี้เศรษฐกิจฝั่งสหรัฐฯ กำลังอยู่ในสภาวะที่เรียกว่า "Stagflation" หรือสภาวะที่เศรษฐกิจซบเซาแต่ของแพงขึ้น ซึ่งมันทำให้การจัดทัพเงินลงทุนในแผนที่โลกตอนนี้ดูวุ่นวายเอาเรื่องเลยครับ
ถ้าเรากางแผนที่ดูภาพรวมตอนนี้ จะเห็นว่าเงินกำลังไหลไปหา "โซนที่คึกคัก" ซึ่งส่วนใหญ่เป็นกลุ่มที่ช่วยสู้กับค่าครองชีพที่สูงขึ้นครับ อย่างกลุ่มโภคภัณฑ์ (เช่น น้ำมัน) หรือหุ้นในตลาดที่กำลังเติบโตอย่างหุ้นไทย หุ้นยุโรป และหุ้นสหรัฐฯ กลุ่มนี้ดูเหมือนจะยังแข็งแกร่งและดึงดูดเงินได้ดี ในขณะที่กลุ่มที่ "เริ่มฟื้นตัว" อย่างทองคำ หรือแม้แต่คริปโต ก็เริ่มมีคนกลับไปมองบ้างแล้วหลังจากที่ซบเซามานาน แต่ถ้าเป็นโซนที่ "อ่อนแอ" หรือคนกำลังถอยออกมา ก็คือกลุ่มหุ้นในประเทศที่เศรษฐกิจยังไม่นิ่งอย่างเวียดนาม หรือกลุ่มตราสารหนี้ที่ผลตอบแทนโดนเงินเฟ้อกัดกินจนดูไม่ค่อยน่าดึงดูดครับ
ถ้าอยากลองดูว่าแต่ละโซนมีกองทุนตัวไหนที่ทำหน้าที่เป็นตัวแทนในตลาดไทยบ้าง ลองดูตัวอย่างเหล่านี้เป็นแนวทางนะครับ ในโซนที่แข็งแกร่งเราจะเห็นกองทุนอย่าง K-SET50 (หุ้นไทย), KKP US500-UH FUND (หุ้นสหรัฐฯ) หรือ TTHREIT (อสังหาฯ) ส่วนโซนที่เริ่มกลับมามีชีวิตชีวาอย่างทองคำก็มี SCBGOLDFUND หรือถ้าใครอยากดูโซนที่กำลังพยายามฟื้นตัวอย่างหุ้นจีนหรืออินเดีย ก็จะมี MCHEVO และ K-INDX เป็นต้นครับ
มองไปข้างหน้า เมื่อดูจากสภาวะ "รถติดหล่มแต่ค่าน้ำมันแพง" แบบนี้ ตามหลักการแล้วนักลงทุนมักจะเลือกใช้กลยุทธ์ "ตั้งรับ" มากกว่า "รุก" ครับ เพราะเมื่อเศรษฐกิจไม่เดินหน้าแต่ของแพงขึ้น กำไรของบริษัทต่างๆ มักจะลดลง ทำให้หุ้นมีความเสี่ยงสูงขึ้น ดังนั้นแนวทางที่นักทฤษฎีมักจะแนะนำคือ การเน้นถือสินทรัพย์ที่มีความเสี่ยงต่ำและมีสภาพคล่องสูง เช่น กองทุนตลาดเงิน (Money Market) เพื่อพักเงินไว้ก่อน หรืออาจจะแบ่งเงินบางส่วนไปไว้ในทองคำเพื่อช่วยป้องกันความเสี่ยงจากเงินเฟ้อ (Inflation Hedge) เพื่อไม่ให้มูลค่าเงินในกระเป๋าเราลดลงตามราคาสินค้าที่แพงขึ้นนั่นเองครับ
อย่างไรก็ตาม มีอีกแง่มุมหนึ่งที่น่าจับตาและกรอบทฤษฎีทั่วไปอาจไม่ได้บอกไว้ชัดเจน คือเรื่อง "การตัดสินใจของธนาคารกลาง" ครับ ในสภาวะแบบนี้ ธนาคารกลางจะทำงานยากมาก เพราะถ้าขึ้นดอกเบี้ยเพื่อสู้กับเงินเฟ้อ เศรษฐกิจก็อาจจะพังหนักขึ้น แต่ถ้าไม่ขึ้นดอกเบี้ย เงินเฟ้อก็อาจจะคุมไม่อยู่ ดังนั้นสิ่งที่นักลงทุนต้องคอยสังเกตไม่ใช่แค่ตัวเลขเศรษฐกิจที่ออกมาแล้ว แต่ต้องดู "ท่าที" หรือคำพูดของผู้กำหนดนโยบายการเงินด้วยว่าเขาจะเลือกทางไหน ระหว่างการยอมให้เศรษฐกิจชะลอตัวเพื่อคุมเงินเฟ้อ หรือการยอมให้เงินเฟ้อสูงเพื่อพยุงเศรษฐกิจ ซึ่งทิศทางนี้จะเป็นตัวกำหนดว่า "แผนที่สินทรัพย์" ที่เราดูอยู่นี้ จะเปลี่ยนจากโซนคึกคักไปเป็นโซนเงียบเมื่อไหร่ครับ