📅 บทวิเคราะห์ตลาดประจำวันที่ 12 ต.ค. 2569
เศรษฐกิจโตแรงจนเริ่ม "ร้อนเกินไป" ข้าวของแพงขึ้นเร็ว (เงินเฟ้อพุ่ง) ธนาคารกลางจึงเริ่มขึ้นดอกเบี้ยเพื่อเบรกความร้อนแรง หุ้นยังพอไปได้แต่เริ่มผันผวนมากขึ้นเพราะต้นทุนกู้เงินสูงขึ้น สิ่งที่ได้ประโยชน์คือ "ของที่จับต้องได้" ซึ่งราคาขึ้นตามเงินเฟ้อ
คุณเคยสงสัยไหมว่า “เงินของเรากำลังเดินทางไปที่ไหนในตลาดโลกตอนนี้?” คืนที่ผ่านมามีข่าวบอกว่า S&P 500 futures ค่อนข้างนิ่ง ขณะที่ธนาคารใหญ่เตรียมเปิดฤดูกาลผลประกอบการ และทองคำก็พุ่งขึ้นสู่ระดับสูงสุดของสัปดาห์หนึ่ง – เหตุการณ์เหล่านี้ทำให้เราต้องมองว่าเงินกำลังเปลี่ยนที่พักจากตลาดหุ้นไปยังสินทรัพย์ที่ถือว่า “จับต้องได้” มากขึ้น แล้วเส้นทางต่อไปของเงินจะเป็นอย่างไร?
จากข้อมูลแผนที่สินทรัพย์ ณ วันที่ 12‑10‑2026 เราเห็นว่าเงินกำลังไหลเข้ากลุ่มที่ให้ผลตอบแทนแข็งแกร่งในช่วง 1‑6 เดือน ได้แก่ คริปโต (เช่นกอง KT‑BTCETFFOF‑UI) โภคภัณฑ์ (กอง I‑OIL) หุ้นเทคสหรัฐ (กอง KT‑NASDAQ) หุ้นสหรัฐทั่วไป (กอง K‑US500XUH) รวมถึงหุ้นญี่ปุ่น (กอง K‑JPX) และหุ้นโลก (กอง K‑GLOBE) ส่วนสินทรัพย์ที่กำลังสูญเสียแรงดึงดูดคือ ตราสารหนี้ (กอง K‑GDBONDUH) หุ้นจีน (กอง MCHEVO) หุ้นยุโรป (กอง K‑EUX) อสังหาริมทรัพย์/REIT (กอง TTHREIT) และแม้กระทั่งทองคำ (กอง SCBGOLDFUND) ซึ่งแม้ข่าวบ่งชี้ว่าทองกำลังขึ้น แต่ผลการดำเนินการ 6‑เดือนล่าสุดยังเป็นลบ ทำให้เงินอาจยังลังเลระหว่างการหาที่พักใหม่
สิ่งที่หมายความต่อผู้ลงทุนคือ “สินทรัพย์แข็งแกร่ง” ให้สัญญาณว่าตลาดกำลังชื่นชอบความเสี่ยงที่สูงกว่าและมองว่ากำไรจากเทคโนโลยีหรือพลังงานอาจต่อเนื่อง ส่วน “สินทรัพย์อ่อนแอ” บ่งบอกว่าต้นทุนการกู้ยืมที่สูงขึ้นทำให้นักลงทุนถอยห่างจากสินทรัพย์ที่ต้องการอัตราดอกเบี้ยต่ำหรือมีความเสี่ยงทางการเมือง เช่น ตราสารหนี้และหุ้นตลาดเกิดใหม่ (เช่นกอง K‑SEMQ) รวมถึงตลาดหุ้นไทย (กอง KT‑SET50) ที่ยังอยู่ในช่วงโมเมนตัมแผ่ว การที่เงินไหลออกจากกลุ่มเหล่านี้อาจทำให้ราคาตกต่ำลงต่อไป
ถ้าต้องการจัดพอร์ตแบบ “เดินทางตามแผนที่” เราอาจพิจารณาให้ส่วนหนึ่งของเงินพักอยู่ในกองที่อยู่ในกลุ่มแข็งแกร่ง เช่น กองคริปโต KT‑BTCETFFOF‑UI หรือกองโภคภัณฑ์ I‑OIL เพื่อรับผลตอบแทนจากการเคลื่อนไหวที่ดีของตลาดเหล่านี้ ส่วนส่วนที่ต้องการความปลอดภัยระดับกลางอาจเลือกกองหุ้นเทคสหรัฐ KT‑NASDAQ หรือกองหุ้นโลก K‑GLOBE ซึ่งยังคงทำกำไรได้ดีในระยะกลาง อีกด้านหนึ่ง หากต้องการลดความเสี่ยงจากการขึ้นอัตราดอกเบี้ยสูง เราอาจหลีกเลี่ยงกองตราสารหนี้ K‑GDBONDUH หรือกอง REIT TTHREIT ในช่วงนี้ และอาจพิจารณาให้ส่วนเล็กของพอร์ตอยู่ในกองทองคำ SCBGOLDFUND แม้ว่าผลการดำเนินการ 6‑เดือนจะเป็นลบ แต่ในสภาพ “ร้อนแรง” ของเศรษฐกิจสหรัฐที่เงินเฟ้อยังคงสูง ทองคำมักทำหน้าที่เป็นที่พักอิงในระยะยาว
มองไปข้างหน้า สภาพเศรษฐกิจสหรัฐอยู่ในช่วง “ร้อนแรง” โดยอัตราเงินเฟ้อยังอยู่ระดับ 3.35 % ต่อปีและธนาคารกลางกำลังเร่งขึ้นดอกเบี้ยเพื่อเบรกความร้อน การที่เงินเฟ้อยังคงสูงทำให้สินทรัพย์ที่จับต้องได้เช่นสินค้าโภคภัณฑ์และทองคำมักทำผลงานดี – ดังนั้นหลักการเลือกกองทุนควรให้ความสำคัญกับประเภทที่สอดคล้องกับสภาพนี้ เช่น กองโภคภัณฑ์ I‑OIL หรือกองทองคำ SCBGOLDFUND ส่วนหุ้นเทคและหุ้นสหรัฐที่ยังแข็งแกร่ง (KT‑NASDAQ, K‑US500XUH) สามารถถือเป็น “ส่วนเติบโต” ของพอร์ตได้ แต่ควรกระจายความเสี่ยงโดยไม่ใส่เงินทั้งหมดในหนึ่งประเภท อีกทั้งต้องติดตามตัวเลขเศรษฐกิจที่กำลังจะประกาศในวันพุธนี้ ได้แก่ CPI เดือนนี้ของสหรัฐ (คาดว่าเพิ่ม 0.6 % ต่อเดือน, 3.6 % ต่อปี) และ Core CPI (คาด 0.2 % ต่อเดือน, 2.5 % ต่อปี) หากตัวเลขเหล่านี้ออกมาสูงกว่าที่ตลาดคาดไว้ แสดงว่าแรงกดดันจากเงินเฟ้อยังคงแรง ซึ่งอาจทำให้ดอกเบี้ยยังคงสูงต่อเนื่องและทำให้กองตราสารหนี้และหุ้นที่ต้องการเงินกู้เพิ่มค่าใช้จ่ายยากขึ้น ส่วนถ้าตัวเลขต่ำกว่าคาด การปรับอัตราดอกเบี้ยอาจช้าลง ทำให้สินทรัพย์ความเสี่ยงสูงเช่นหุ้นเทคและคริปโตอาจได้รับแรงสนับสนุนเพิ่มเติม
สุดท้ายจากมุมมองส่วนตัว แม้ว่าโมเดลบ่งชี้ว่าโภคภัณฑ์และทองคำเป็นผู้ชนะในสภาวะ “ร้อนแรง” ของสหรัฐ แต่ยังต้องคำนึงถึงนโยบายของธนาคารกลางที่อาจเปลี่ยนทิศทางเร็ว หากอัตราดอกเบี้ยเริ่มค่อยๆ ปรับลงหลังจากระดับสูงสุดแล้ว เงินอาจไหลกลับสู่ตราสารหนี้และหุ้นที่มีมูลค่าต่ำกว่า (เช่นหุ้นไทยหรือหุ้นยุโรป) ดังนั้นนักลงทุนควรจับตามาดูการประกาศอัตราดอกเบี้ยของ Fed ในไตรมาสหน้า และดูแนวโน้มอัตราเงินเฟ้อต่อเนื่อง รวมถึงการพูดคุยของผู้บริหารธนาคารกลางในสัปดาห์หน้า เพื่อประเมินว่าการเปลี่ยนแปลงของ “ที่พักของเงิน” จะเป็นไปในทิศทางใดและปรับพอร์ตให้สอดคล้องกับสภาพตลาดที่เปลี่ยนแปลงอย่างต่อเนื่อง.