📅 บทวิเคราะห์ตลาดประจำวันที่ 28 ส.ค. 2569
นี่คือสถานการณ์ที่ยากที่สุด — เศรษฐกิจโตช้าลงหรือซบเซา แต่ข้าวของกลับยังแพงขึ้น (เงินเฟ้อสูง) เปรียบเหมือนรถติดหล่มแต่ค่าน้ำมันแพง ช่วงนี้หุ้นเจอปัญหากำไรบริษัทหด ส่วนพันธบัตรก็โดนเงินเฟ้อกัดกินผลตอบแทน จึงเป็นจังหวะที่ควร "ตั้งรับ" มากกว่าไล่ราคา
สงสัยไหมว่าทำไมบางวันเหรียญคริปโตดูเหมือนจะพุ่งแรง ในขณะที่บางกองทุนหุ้นไทยกลับนิ่งสนิทเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น เมื่อดูจากแผนที่สินทรัพย์ ณ วันที่ 27 สิงหาคม 2026 จะเห็นว่ากลุ่มที่ให้ผลตอบแทนสูงสุดในระยะหนึ่งเดือนคือคริปโต (ขึ้น 25.8 %) ตามมาด้วยทองคำ (ขึ้น 14.4 %) และหุ้นเกาหลี (ขึ้น 20.3 %) ในทางตรงกันข้ามกลุ่มที่อ่อนแอที่สุดคืออสังหา/REIT ซึ่งติดลบ 3.3 % ในระยะหนึ่งเดือน และตราสารหนี้ที่ให้ผลตอบแทนเพียงเล็กน้อย 0.3 % นี้สะท้อนว่าเงินทุนกำลังไหลเข้าไปในสินทรัพย์ที่มองว่าสามารถทนต่อภาวะเงินเฟ้อได้ดี เช่น คริปโต ทองคำ และสินค้าโภคภัณฑ์ ในขณะที่นักลงทุนเริ่มถอนตัวออกจากสินทรัพย์ที่ให้ผลตอบแทนต่ำและมีความผันผวนจากภาวะเศรษฐกิจชะลอตัว เช่น กองทุนอสังหาและบางส่วนของตราสารหนี้
การที่สินทรัพย์บางกลุ่ม “แข็งแกร่ง” หมายถึงในช่วงเวลานี้มีแรงซื้อเข้ามามาก ทำให้ราคาปรับขึ้นต่อเนื่อง ซึ่งอาจเกิดจากความคาดหวังว่าสินทรัพย์เหล่านี้จะรักษามูลค่าได้ดีเมื่อเงินเฟ้อยังสูง ตรงกันข้ามสินทรัพย์ที่ “อ่อนแอ” สะท้อนถึงแรงขายหรือความลังเลของนักลงทุน เพราะมองว่าผลตอบแทนอาจไม่คุ้มค่าความเสี่ยงในภาวะที่เศรษฐกิจโตช้า ตัวอย่างกองทุนไทยที่อยู่ในกลุ่มที่น่าสนใจจากข้อมูลที่มี ได้แก่ กองคริปโต KT‑BTCETFFOF‑UI ที่สะท้อนการไหลเข้าของเงินไปยังสินทรัพย์ดิจิทัล กองทองคำ SCBGOLDFUND ที่มักถูกมองเป็นที่หลบภัยเมื่อเงินเฟ้อเพิ่มขึ้น และกองสินค้าโภคภัณฑ์ I‑OIL ที่ได้รับแรงหนุนจากราคาน้ำมันที่ปรับตัวขึ้นตามข่าวล่าสุด
คืนที่ผ่านมาตลาดโลกให้ความสนใจกับสองหัวข้อข่าวที่มีผลต่อกองทุนไทยมากที่สุด หัวข้อแรกคือ “[หุ้น] S&P 500, Nasdaq Composite close higher Thursday as Nvidia rallies on revenue guidance” ซึ่งบ่งบอกว่าหุ้นเทคโนโลยีสหรัฐ โดยเฉพาะกลุ่มที่เกี่ยวข้องกับปัญญาประดิษฐ์ กำลังได้รับแรงซื้อจากความคาดหวังรายได้ที่ดีขึ้น หัวข้อที่สองคือ “[ทองคำ] Gold ticks up; Warsh's Jackson Hole speech in focus” ที่แสดงว่าทองคำกำลังได้รับแรงหนุนจากการที่นักลงทุนรอฟังความเห็นของประธานเฟดเกี่ยวกับนโยบายการเงิน สองเหตุการณ์นี้สอดคล้องกับแผนที่สินทรัพย์ที่เห็น ได้แก่ หุ้นเทคสหรัฐและทองคำทั้งคู่แสดงสถานะ “แข็งแกร่ง” ในระยะหนึ่งเดือนถึงหกเดือน
ตัวเลขเศรษฐกิจที่ต้องจับตาช่วงนี้มีอยู่หลายตัว แต่ที่สำคัญที่สุดสำหรับนักลงทุนกองทุนรวมคือการแถลงของประธานเฟด Warsh (เวลา 21:00 น. วันศุกร์) ตัวเลข GDP ไตรมาสที่สองที่ออกมาก่อนหน้า (ตลาดคาด 1.5 % เท่ากับครั้งก่อน) และดัชนีราคา PCE พื้นฐานรายเดือน (ตลาดคาด 0.2 % เท่ากับครั้งก่อน) หากผลการแถลงของเฟดออกมาเป็นเชิงผ่อนคลายมากกว่าที่ตลาดคาด อาจทำให้ความกังวลเรื่องเงินเฟ้อลดลง ส่งผลดีต่อกองตราสารหนี้และกองหุ้นที่มีความไวต่ออัตราดอกเบี้ย ในทางกลับกัน หากเฟดส่งสัญญาณว่าจะคงอัตราดอกเบี้ยสูงต่อไปเพื่อสู้เงินเฟ้อ กองทองคำและสินค้าโภคภัณฑ์มักจะได้รับแรงหนุน ในขณะที่กองหุ้นอาจเผชิญแรงกดดันจากต้นทุนการกู้ยืมที่สูงขึ้น ส่วนตัวเลข GDP ที่ออกมาสูงกว่าคาดจะบ่งบอกว่าเศรษฐกิจฟื้นตัวเร็วกว่าที่คิด ซึ่งอาจลดความกังวลเรื่องภาวะชะงักงันและส่งผลดีต่อกองหุ้น แต่ถ้าออกมาต่ำกว่าคาดจะยิ่งยืนยันว่าการเติบโตอ่อนแอ ทำให้นักลงทุนอาจหันไปหาสินทรัพย์ปลอดภัยเช่นกองตลาดเงินหรือตราสารหนี้ระยะสั้น สุดท้าย หากดัชนี PCE พื้นฐานออกมาสูงกว่าคาด จะเป็นสัญญาณว่าเงินเฟ้อยังคงแรง ซึ่งมักจะผลักดันให้ราคาทองคำและสินค้าโภคภัณฑ์ปรับขึ้น ในขณะที่กองตราสารหนี้อาจเผชิญแรงกดดันจากผลตอบแทนที่แท้จริงลดลง
มองไปข้างหน้า ด้วยภาวะเศรษฐกิจสหรัฐที่ถูกอธิบายว่าเป็น “ชะงักงัน” (stagflation) ซึ่งหมายถึงการเติบโตต่ำควบคู่กับเงินเฟ้อสูง ทฤษฎีทั่วไปแนะนำให้เพิ่มสัดส่วนสินทรัพย์ที่มีความเสี่ยงต่ำและสภาพคล่องสูง เช่น กองตลาดเงินหรือกองตราสารหนี้ระยะสั้น เพื่อรอให้ภาพเศรษฐกิจชัดเจนขึ้นก่อนค่อยกลับเข้าสินทรัพย์เสี่ยงสูง ในขณะเดียวกันการถือสินทรัพย์ที่เคยทำหน้าที่เป็นที่หลบภัยจากเงินเฟ้อ เช่น ทองคำและสินค้าโภคภัณฑ์ ก็ยังมีเหตุผลสนับสนุน จากรายชื่อกองทุนไทยที่มีอยู่ในข้อมูล เราสามารถยกตัวอย่างกองตราสารหนี้ระยะสั้น K‑GDBONDUH เป็นตัวแทนของสินทรัพย์ความเสี่ยงต่ำ กองทองคำ SCBGOLDFUND สำหรับการป้องกันเงินเฟ้อ และกองสินค้าโภคภัณฑ์ I‑OIL เพื่อสัมผัสกับการเคลื่อนไหวของราคาน้ำมันและโลหะ ส่วนกองที่มีความเสี่ยงสูงกว่า เช่น กองคริปโต KT‑BTCETFFOF‑UI หรือกองหุ้นเทคสหรัฐ KT‑NASDAQ ยังสามารถถือไว้ในสัดส่วนที่เหมาะสม แต่ควรกระจายความเสี่ยงและไม่ลงทุนเกินความจำเป็นในสินทรัพย์ที่ผันผวนสูงในช่วงที่ยังไม่มีสัญญาณชัดเจนว่าเศรษฐกิจจะฟื้นตัวหรือเงินเฟ้อจะลดลง
จากตัวเลขเศรษฐกิจชุดนี้ มีประเด็นที่กรอบทฤษฎีข้างต้นยังไม่ได้พูดถึงอย่างชัดเจน นั่นคือทิศทางนโยบายการเงินของธนาคารกลางอื่นๆ นอกเหนือจากเฟด เช่น ธนาคารกลางยุโรปหรือธนาคารกลางญี่ปุ่น ที่อาจมีการตอบสนองต่อภาวะเงินเฟ้อและการเติบโตที่แตกต่างกันออกไป หากธนาคารกลางหลักเริ่มส่งสัญญาณลดอัตราดอกเบี้ยเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจ อาจทำให้สินทรัพย์เสี่ยงเช่นหุ้นและคริปโตได้รับแรงหนุนเพิ่มเติม ในทางกลับกัน หากธนาคารกลางหลายแห่งเลือกคงอัตราดอกเบี้ยสูงต่อไปเพื่อสู้เงินเฟ้อ ความกดดันต่อกองตราสารหนี้อาจเพิ่มขึ้น และนักลงทุนอาจต้องพิจารณาเพิ่มสัดส่วนสินทรัพย์จริง เช่น อสังหาหรือโครงสร้างพื้นฐาน แม้ว่ากลุ่มเหล่านี้จะแสดงสถานะ “โมเมนตัมแผ่ว” ในข้อมูลปัจจุบันก็ตาม ดังนั้น ในช่วงถัดไปนักลงทุนควรจับตาไม่เพียงแค่ตัวเลขเงินเฟ้อและการเติบโตของสหรัฐเท่านั้น แต่ยังรวมถึงการประชุมนโยบายการเงินของธนาคารกลางหลักทั่วโลก และข่าวเกี่ยวกับความตึงเครียดทางภูมิรัฐศาสตร์ที่อาจส่งผลต่อราคาน้ำมันและโลหะมีค่า เพื่อให้สามารถปรับสัดส่วนการลงทุนให้สอดคล้องกับสภาพแวดล้อมที่เปลี่ยนแปลงได้อย่างทันท่วงที.