📅 บทวิเคราะห์ตลาดประจำวันที่ 18 ส.ค. 2569
นี่คือสถานการณ์ที่ยากที่สุด — เศรษฐกิจโตช้าลงหรือซบเซา แต่ข้าวของกลับยังแพงขึ้น (เงินเฟ้อสูง) เปรียบเหมือนรถติดหล่มแต่ค่าน้ำมันแพง ช่วงนี้หุ้นเจอปัญหากำไรบริษัทหด ส่วนพันธบัตรก็โดนเงินเฟ้อกัดกินผลตอบแทน จึงเป็นจังหวะที่ควร "ตั้งรับ" มากกว่าไล่ราคา
ตอนนี้สวนผักของเรากำลังเจอสภาพอากาศที่แปลกประหลาดครับ เหมือนเรากำลังปลูกผักในวันที่แดดแรงจัดแต่ฝนก็ไม่ตก แถมค่าปุ๋ยค่ายาพุ่งสูงขึ้นด้วย เพราะเศรษฐกิจสหรัฐฯ กำลังเข้าสู่สภาวะที่เรียกว่า Stagflation หรือสภาวะชะงักงันที่ของแพงขึ้นแต่เศรษฐกิจกลับโตช้าลง เปรียบเหมือนรถที่กำลังวิ่งแต่ดันไปติดหล่ม แถมค่าน้ำมันก็แพงขึ้นเรื่อยๆ สภาวะแบบนี้ทำให้คนเริ่มไม่มั่นใจที่จะลงเงินในอะไรที่เสี่ยงๆ เพราะไม่รู้ว่าอนาคตเศรษฐกิจจะไปทางไหนกันแน่
ถ้าเรามองดูในแปลงผักตอนนี้ เราจะเห็นว่ามีพืชบางชนิดกำลังเติบโตได้ดีมากอย่างกลุ่มหุ้นเกาหลีที่ให้ผลตอบแทนสูงโดดเด่น หรือจะเป็นกลุ่มหุ้นเทคโนโลยีสหรัฐฯ และหุ้นญี่ปุ่นที่กำลังเขียวชอุ่ม สวนทางกับกลุ่มที่กำลังเหี่ยวเฉาอย่างหุ้นเวียดนามหรือคริปโตที่ดูเหมือนจะยังไม่ฟื้นตัว การที่หุ้นบางกลุ่มแข็งแกร่งแปลว่าเงินกำลังไหลไปหาธุรกิจที่ทำกำไรได้จริงในสภาวะนี้ ส่วนกลุ่มที่อ่อนแอแปลว่านักลงทุนกำลังถอนเงินออกจากสินทรัพย์นั้นๆ เพราะกลัวความเสี่ยง โดยมีกองทุนไทยตัวอย่างที่สะท้อนภาพนี้เช่น SCBKEQTGFUND สำหรับหุ้นเกาหลี, KT-NASDAQ สำหรับกลุ่มเทคสหรัฐฯ หรือ K-JPX สำหรับหุ้นญี่ปุ่น ในขณะที่กลุ่มที่ต้องระวังอย่างหุ้นเวียดนามคือ SCBVNALPHA
แต่สิ่งที่น่ากังวลที่สุดคือกลุ่มที่ดูเหมือนจะเริ่มมีสัญญาณฟื้นตัวบ้างแล้วอย่างทองคำ หรือหุ้นจีนและอินเดีย ที่ดูเหมือนคนเริ่มกลับมาสนใจบ้างแล้วแต่ยังไม่แข็งแรงเต็มที่ อย่างทองคำ (SCBGOLDFUND) ที่เริ่มขยับขึ้นมาบ้างหลังจากที่เคยร่วงหนัก ส่วนหุ้นจีน (MCHEVO) และอินเดีย (K-INDX) ก็เริ่มมีสัญญาณฟื้นตัวเล็กน้อยแต่ยังไม่น่าไว้วางใจนัก การติดตามดูว่าพืชชนิดไหนจะโตต่อหรือจะตายไปเลยจึงเป็นเรื่องสำคัญมากในช่วงที่อากาศแปรปรวนแบบนี้
นอกจากสภาพอากาศในสวนแล้ว เราต้องคอยเช็กพยากรณ์อากาศจากตัวเลขเศรษฐกิจที่จะประกาศในเร็วๆ นี้ด้วยครับ ตัวเลขที่สำคัญที่สุดคือดัชนีราคาผู้บริโภค (CPI) ของอังกฤษที่จะประกาศในวันพุธนี้ โดยตลาดคาดการณ์ไว้ที่ 2.9% ซึ่งสูงกว่าครั้งก่อนที่ 2.6% ถ้าตัวเลขนี้ออกมาสูงกว่าที่คาด แปลว่าของแพงขึ้นมากกว่าที่คิด ซึ่งมักจะเป็นข่าวร้ายสำหรับกองทุนหุ้นเพราะคนจะกังวลเรื่องเงินเฟ้อ และอาจส่งผลกระทบต่อราคาสินทรัพย์เสี่ยงได้ อีกตัวที่ต้องดูคือการประชุม FOMC Minutes ของสหรัฐฯ ในวันพฤหัสบดี ซึ่งเป็นการสรุปแนวทางของธนาคารกลางสหรัฐฯ ถ้าเนื้อหาออกมาว่าเขาจะคุมเข้มเรื่องเงินเฟ้อต่อไป อาจทำให้ตลาดหุ้นและตราสารหนี้ผันผวนได้ครับ
ตามหลักการแล้ว ในช่วงที่เศรษฐกิจชะงักงันแบบนี้ การเลือกปลูกพืชที่ทนทานต่อสภาพอากาศที่คาดเดายากจึงสำคัญมากครับ แทนที่จะไปทุ่มปลูกพืชที่ต้องใช้ปุ๋ยเยอะและมีความเสี่ยงสูง การหันมาถือเงินสดหรือกองทุนตลาดเงิน (Money Market) เพื่อพักเงินไว้ก่อน หรือเลือกกองทุนตราสารหนี้ระยะสั้นเพื่อความปลอดภัย รวมถึงการแบ่งพื้นที่บางส่วนไปปลูกทองคำ (SCBGOLDFUND) เพื่อช่วยป้องกันความเสี่ยงจากเงินเฟ้อ ก็เป็นแนวทางที่นักลงทุนมักใช้กันในช่วงที่อากาศไม่เป็นใจแบบนี้ เพื่อรอจังหวะที่พายุสงบและเศรษฐกิจกลับมาเดินหน้าได้ชัดเจนอีกครั้ง
ส่วนมุมมองส่วนตัวของผม ผมมองว่าสิ่งที่ต้องระวังมากกว่าแค่ตัวเลขเศรษฐกิจ คือทิศทางนโยบายของธนาคารกลางทั่วโลกครับ เพราะถ้าธนาคารกลางตัดสินใจขึ้นดอกเบี้ยเพื่อสู้เงินเฟ้อแบบไม่ดูสถานการณ์เศรษฐกิจที่ซบเซา มันจะกลายเป็นแรงกดดันมหาศาลต่อทั้งตลาดหุ้นและตราสารหนี้เลยทีเดียว ดังนั้นสิ่งที่ควรจับตาดูถัดไปคือว่าเศรษฐกิจจะเข้าสู่สภาวะถดถอยเต็มตัวหรือไม่ หากตัวเลขการจ้างงานหรือยอดค้าปลีกออกมาแย่กว่าที่คาดมากๆ เราอาจจะต้องเปลี่ยนจากการเน้น "การเติบโต" มาเป็นการเน้น "ความปลอดภัย" และการถือเงินสดให้มากขึ้น เพื่อรอจังหวะที่ดอกเบี้ยเริ่มนิ่งและเศรษฐกิจเริ่มกลับมาเดินหน้าได้อย่างมั่นคงครับ