📅 บทวิเคราะห์ตลาดประจำวันที่ 4 ส.ค. 2569
นี่คือสถานการณ์ที่ยากที่สุด — เศรษฐกิจโตช้าลงหรือซบเซา แต่ข้าวของกลับยังแพงขึ้น (เงินเฟ้อสูง) เปรียบเหมือนรถติดหล่มแต่ค่าน้ำมันแพง ช่วงนี้หุ้นเจอปัญหากำไรบริษัทหด ส่วนพันธบัตรก็โดนเงินเฟ้อกัดกินผลตอบแทน จึงเป็นจังหวะที่ควร "ตั้งรับ" มากกว่าไล่ราคา
สิ่งที่สะดุดตาที่สุดในข้อมูลวันนี้คือเงินกำลังไหลเข้าไปในสินทรัพย์หลายประเภทที่ให้ผลตอบแทนบวกในระยะ 6 เดือน โดยเฉพาะโภคภัณฑ์และหุ้นไทยที่แสดงความแข็งแกร่งต่อเนื่อง ในขณะที่ตราสารหนี้ ทองคำ และหุ้นเวียดนามกลับอ่อนแอและมีผลตอบแทนติดลบต่อเนื่อง
เมื่อดูจากสถานะและผลตอบแทน สินทรัพย์ที่แข็งแกร่งที่สุดคือ โภคภัณฑ์ (กอง I‑OIL) ซึ่งให้ผลตอบแทน 6 เดือน +22.7 % และ หุ้นไทย (กอง K‑SET50) ที่ให้ผลตอบแทน 6 เดือน +18.5 % นี่หมายความว่านักลงทุนกำลังมองเห็นความต้องการสินค้าโภคภัณฑ์ที่ฟื้นตัวและเชื่อว่าเศรษฐกิจไทยกำลังฟื้น จึงส่งเงินเข้ามาในกลุ่มนี้ ส่วนสินทรัพย์ที่อ่อนแอที่สุดคือ ทองคำ (กอง SCBGOLDFUND) ที่ติดลบ 6 เดือน –13 % และ ตราสารหนี้ (กอง K‑GDBOND) ที่ติดลบ 6 เดือน –0.8 % รวมถึง หุ้นเวียดนาม (กอง SCBVNALPHA) ที่ติดลบ 6 เดือน –6.8 % แนวโน้มนี้สะท้อนว่ามีการถอนเงินออกจากสินทรัพย์ที่มักถูกมองว่าเป็น “ที่ปลอดภัย” เมื่อเงินเฟ้อยังสูงและเศรษฐกิจโลกชะลอตัว
ภาพรวมอื่นๆ ก็แสดงให้เห็นกระแสเงินที่หลากหลาย: หุ้นสหรัฐ ยุโรป และโลกต่างอยู่ในสถานะ “แข็งแกร่ง” ด้วยผลตอบแทน 6 เดือนบวกประมาณ 5‑12 % ซึ่งบ่งชี้ว่าตลาดหลักยังได้รับแรงหนุนจากการฟื้นตัวของกำไรบริษัท ในทางตรงข้าม หุ้นเทคสหรัฐ หุ้นญี่ปุ่น และหุ้นตลาดเกิดใหม่มีสถานะ “โมเมนตัมแผ่ว” หรือ “เริ่มฟื้นตัว” โดยบางตัวมีผลตอบแทน 1 เดือนติดลบแต่ 6 เดือนยังบวก (เช่น หุ้นเกาหลี +32.5 % 6 เดือน) แสดงว่านักลงทุนบางส่วนกำลังรอจังหวะเข้าใหม่หลังจากเห็นสัญญาณการฟื้นตัวระยะกลาง ส่วนหุ้นจีนและอินเดียอยู่ในช่วง “เริ่มฟื้นตัว” โดยมีผลตอบแทน 1 เดือนบวกแต่ 6 เดือนยังติดลบ ซึ่งบ่งบอกถึงความไม่แน่นอนสูงในภูมิภาคนี้
จากสภาวะเศรษฐกิจสหรัฐฯ ที่อยู่ในช่วง “ชะงักงัน” (Stagflation) – เศรษฐกิจโตช้าแต่เงินเฟ้อสูง – ทฤษฎีแนะนำให้นักลงทุนตั้งรับมากกว่าไล่ราคา โดยหลักการควรพิจารณากองทุนที่มีความเสี่ยงต่ำและสภาพคล่องสูง เช่น กองตลาดเงิน (Money Market) หรือกองตราสารหนี้ระยะสั้น เพื่อรอให้สัญญาณเศรษฐกิจชัดเจนขึ้นก่อนค่อยกลับเข้าสู่สินทรัพย์เสี่ยง นอกจากนี้ การถือทองคำบางส่วนอาจช่วยบรรเทาผลกระทบจากเงินเฟ้อได้ แม้ข้อมูลปัจจุบันจะแสดงว่าทองคำอ่อนแอ แต่ในภาวะเงินเฟ้อต่อเนื่องมันยังถือเป็นสินทรัพย์ที่มีศักยภาพรักษามูลค่า ในรายชื่อกองไทยที่มีอยู่ เราสามารถยกตัวอย่างได้ดังนี้: กองตราสารหนี้ระยะสั้นอย่าง K‑GDBOND (แม้ผลตอบแทนระยะสั้นจะติดลบ แต่ยังเป็นตัวเลือกในกลุ่มตราสารหนี้) และกองทองคำอย่าง SCBGOLDFUND สำหรับผู้ที่ต้องการมีส่วนของทองคำในพอร์ต ส่วนกองตลาดเงินนั้นไม่ได้ปรากฏในรายการ แต่ผู้ลงทุนสามารถมองหากองทุนประเภทนี้จากผู้จัดการกองทุนต่างๆ ได้ โดยเน้นว่าการกระจายความเสี่ยงยังเป็นสิ่งสำคัญ และผลตอบแทนที่กล่าวมาเป็นเพียงสถิติในอดีต ไม่ใช่การรับประกันผลในอนาคต
ในมุมมองของผม ตัวเลขเศรษฐกิจชุดนี้ยังบอกใบ้ถึงสิ่งที่กรอบทฤษฎีข้างต้นไม่ได้พูดถึงอย่างชัดเจน นั่นคือทิศทางนโยบายการเงินของธนาคารกลางสหรัฐ (Fed) และธนาคารกลางอื่นๆ หาก Fed ตัดสินใจคงอัตราดอกเบี้ยสูงต่อไปเพื่อสกัดเงินเฟ้อ ผลตอบแทนของตราสารหนี้ระยะยาวอาจยังคงกดดัน ในขณะที่หุ้นที่มีอัตราการเติบโตของกำไรแข็งแกร่งอาจยังได้รับประโยชน์จากการที่บริษัทสามารถถ่ายทอดต้นทุนที่สูงขึ้นไปยังผู้บริโภคได้ นอกจากนี้ ควรจับตาตัวเลขเงินเฟ้อรายเดือน (CPI, PCE) ดัชนีผู้จัดการซื้อ (PMI) ของภาคการผลิตและบริการ รวมถึงข้อมูลการจ้างงาน เพราะการเปลี่ยนแปลงของตัวชี้วัดเหล่านี้จะเป็นสัญญาณว่าเศรษฐกิจกำลังเคลื่อนออกจากภาวะ stagflation หรือกำลังเข้าสู่ภาวะถดถอยอย่างแท้จริง การติดตามปัจจัยเหล่านี้จะช่วยให้เราปรับสัดส่วนสินทรัพย์ในพอร์ตได้ทันเวลา และยังคงยึดหลักการกระจายความเสี่ยงเป็นหัวใจสำคัญของการลงทุนในระยะยาว.