📅 บทวิเคราะห์ตลาดประจำวันที่ 8 ต.ค. 2569
เศรษฐกิจโตแรงจนเริ่ม "ร้อนเกินไป" ข้าวของแพงขึ้นเร็ว (เงินเฟ้อพุ่ง) ธนาคารกลางจึงเริ่มขึ้นดอกเบี้ยเพื่อเบรกความร้อนแรง หุ้นยังพอไปได้แต่เริ่มผันผวนมากขึ้นเพราะต้นทุนกู้เงินสูงขึ้น สิ่งที่ได้ประโยชน์คือ "ของที่จับต้องได้" ซึ่งราคาขึ้นตามเงินเฟ้อ
ตอนนี้เงินกำลังวิ่งไปหาสินทรัพย์ที่จับต้องได้เหมือนคนที่รีบหาที่หลบฝนเมื่อท้องฟ้าเริ่มมืดครึ้ม เพราะข่าวคืนที่ผ่านมาตลาดโลกให้ความสนใจกับราคาน้ำมันที่พุ่งขึ้น 4% จากความตึงเครียดในตะวันออกกลางและภัยพิบัติพายุที่อาจกระทบการผลิตในอ่าวเม็กซิโก รวมทั้งทองคำที่ดีดตัวขึ้นหลังจากแตะระดับต่ำสุดในสองเดือน ซึ่งแสดงว่าผู้ลงทุนเริ่มมองหาสินทรัพย์ที่มักมีค่าเมื่อเงินเฟ้อสูงขึ้น
เมื่อดูแผนที่สินทรัพย์จะเห็นว่าเงินไหลเข้าไปในกลุ่มที่แสดงสถานะ “แข็งแกร่ง” เช่น คริปโตที่ให้ผลตอบแทน 1 เดือน 3.9% และ 3 เดือน 29% โภคภัณฑ์ที่เพิ่ม 1 เดือน 2.3% และ 3 เดือน 20.2% รวมถึงหุ้นเทคสหรัฐและหุ้นสหรัฐที่ให้ผลตอบแทนในระยะกลางถึงยาวนานที่ดี ในทางตรงกันข้ามเงินกำลังไหลออกจากสินทรัพย์ที่อยู่ในสถานะ “อ่อนแอ” อย่างตราสารหนี้ที่ติดลบ 1 เดือน -2.5% และ 6 เดือน -3.4% หุ้นยุโรป ทองคำ หุ้นจีน อสังหา/REIT และหุ้นเอเชียบางประเทศที่ผลตอบแทนติดลบในหลายช่วงเวลา นั่นหมายความว่าผู้ลงทุนกำลังมองหาการป้องกันตัวจากเงินเฟ้อและความไม่แน่นอน ขณะที่สินทรัพย์ที่ให้ผลตอบแทนต่ำหรือติดลบถูกมองว่ามีความเสี่ยงสูงหรือไม่สอดคล้องกับภาวะเศรษฐกิจปัจจุบัน
สำหรับผู้ที่สนใจกองทุนไทยในกลุ่มที่กำลังได้รับความนิยม สามารถดูตัวอย่างได้จากกองทุนคริปโตอย่าง MBTCETF-UI กองทุนน้ำมัน/พลังงานอย่าง SCBOILFUND กองทุนหุ้นเทคสหรัฐอย่าง TNASDAQ และกองทุนหุ้นสหรัฐอย่าง KKP US500-UH FUND ซึ่งทั้งหมดนี้อยู่ในหมวดสินทรัพย์ที่แผนที่แสดงว่ากำลังแข็งแกร่งและมีแนวโน้มได้ประโยชน์จากภาวะเงินเฟ้อที่สูงขึ้น
ตัวเลขเศรษฐกิจที่ต้องจับตาช่วงนี้มีหลายรายการที่อาจส่งผลต่อกองทุนรวม ตัวอย่างเช่น ข่าวการประชุม FOMC Meeting Minutes ที่มีผลกระทบสูงและกำลังจะออกในเช้าวันพฤหัสบดี ตลาดคาดว่าจะมีการส่งสัญญาณว่าธนาคารกลางสหรัฐอาจขึ้นดอกเบี้ยต่อไปหรือหยุดชั่วคราว ถ้าออกมามีท่าทีเข้มงวดกว่าคาด อาจทำให้กองทุนตราสารหนี้ได้รับแรงกดดันเพราะดอกเบี้ยที่สูงขึ้นลดราคาพันธบัตร ในทางกลับกันกองทุนสินค้าโภคภัณฑ์และทองคำอาจได้รับแรงหนุนจากความกังวลเงินเฟ้อ อีกตัวหนึ่งคือข้อมูลการเรียกร้องว่างงาน (Unemployment Claims) ที่จะออกในช่วงบ่ายวันพฤหัสบดี ตลาดคาด 200K ครั้งก่อน 197K หากตัวเลขออกมาสูงกว่าคาดแสดงว่าตลาดแรงงานเริ่มอ่อนแอ ซึ่งอาจส่งผลลบต่อกองทุนหุ้นแต่เป็นบวกต่อกองทุนพันธบัตร สุดท้ายคือดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภคเบื้องต้น (Prelim UoM Consumer Sentiment) ที่จะออกในวันศุกร์เวลา 21:00 น. ตลาดคาด 47.5 ครั้งก่อน 4.78 หากออกมาสูงกว่าคาดบ่งบอกว่าผู้บริโภคมีความเชื่อมั่นมากขึ้น อาจสนับสนุนกองทุนหุ้นโดยเฉพาะกลุ่มที่พึ่งพาการใช้จ่ายภายในประเทศ
มองไปข้างหน้า จากสภาวะเศรษฐกิจสหรัฐที่ถูกอธิบายว่าอยู่ในช่วง “ร้อนแรง” (Overheat) ซึ่งมักทำให้สินทรัพย์จับต้องได้เช่นโภคภัณฑ์ ทองคำ และบางส่วนของกองทรัสต์เพื่อการลงทุนในอสังหาริมทรัพย์ (REIT) มีแนวโน้มทำผลงานดี หลักการคือเมื่อเงินเฟ้อสูง สินทรัพย์ที่มีค่าจริงมักจะรักษามูลค่าได้ดีกว่าตราสารหนี้หรือหุ้นที่มีมูลค่าขึ้นกับผลกำไรของบริษัท โดยไม่ได้หมายความว่าจะได้กำไรแน่นอน แต่เป็นการประเมินจากแบบจำลองทางสถิติ ดังนั้นผู้ลงทุนอาจพิจารณาเพิ่มน้ำหนักในกองทุนสินค้าโภคภัณฑ์อย่าง SCBOILFUND กองทองคำอย่าง SCBGOLDFUND (แม้ปัจจุบันจะแสดงอ่อนแอ แต่ในทฤษฎีอาจฟื้นตัวเมื่อเงินเฟ้อยังสูง) และกองทุนหุ้นสหรัฐอย่าง KKP US500-UH FUND เพื่อกระจายความเสี่ยง อย่าลืมว่าการกระจายพอร์ตยังคงเป็นหัวใจสำคัญเพื่อลดผลกระทบจากความผันผวนของตลาดใดตลาดหนึ่ง
จากตัวเลขเศรษฐกิจชุดนี้ ยังมีประเด็นที่กรอบทฤษฎีข้างบนไม่ได้กล่าวถึงโดยตรง นั่นคือทิศทางนโยบายของธนาคารกลางอื่นๆ นอกเหนือจากเฟด เช่น ธนาคารกลางยุโรปหรือธนาคารกลางญี่ปุ่น ซึ่งการเปลี่ยนแปลงอัตราดอกเบี้ยของพวกเขาอาจส่งผลต่ออัตราแลกเปลี่ยนและในที่สุดก็มีผลต่อกองทุนที่มีสินทรัพย์ต่างประเทศ นอกจากนี้การประกาศตัวเลขเงินเฟ้อ CPI หรือดัชนีราคาผู้ผลิต (PPI) ในสัปดาห์ต่อไปก็ควรจับตา เพราะถ้าอัตราเงินเฟ้อเริ่มชะลอลงอย่างชัดเจน อาจทำให้ความต้องการสินทรัพย์ป้องกันเงินเฟ้อลดลงและหันกลับไปสนใจสินทรัพย์การเติบโตเช่นหุ้นเทคหรือหุ้นเติบโตสูง ดังนั้นการติดตามทั้งข่าวเงินเฟ้อและการประกาศนโยบายการเงินของธนาคารกลางหลักจะช่วยให้เห็นภาพว่าสินทรัพย์ประเภทใดอาจได้รับผลบวกหรือลบในระยะถัดไป และช่วยให้ตัดสินใจกระจายการลงทุนได้อย่างรอบคอบมากขึ้น