📅 บทวิเคราะห์ตลาดประจำวันที่ 25 ส.ค. 2569
นี่คือสถานการณ์ที่ยากที่สุด — เศรษฐกิจโตช้าลงหรือซบเซา แต่ข้าวของกลับยังแพงขึ้น (เงินเฟ้อสูง) เปรียบเหมือนรถติดหล่มแต่ค่าน้ำมันแพง ช่วงนี้หุ้นเจอปัญหากำไรบริษัทหด ส่วนพันธบัตรก็โดนเงินเฟ้อกัดกินผลตอบแทน จึงเป็นจังหวะที่ควร "ตั้งรับ" มากกว่าไล่ราคา
คืนที่ผ่านมาตลาดโลกเกิดอะไรขึ้น คือหลายสำนักข่าวรายงานว่าโควิดได้ทำให้คริปโต cost เพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วหลังจากนั้นเป็นช่วง rally สามวันติดต่อกันที่ยาวนานที่สุดในรอบหลายปี ส่วนทองคำก็เริ่มขยับขึ้นแรงต่อหน้าข่าวเงินเฟ้อสหรัฐฯ ที่กำลังจะมา public ก่อนจะถึงงานประชุม Jackson Hole ซึ่งทำให้นักลงทุนหันมองหาสินทรัพย์ที่อาจเป็นที่หลบภัยจากความผันผวนของราคา
ในช่วงนี้เงินกำลังไหลเข้าสู่สินทรัพย์ที่มีความเสี่ยงต่ำและให้ความเสถียร เช่น กองตลาดเงิน กองตราสารหนี้ระยะสั้น และทองคำ ซึ่งมักจะได้รับความสนใจจากนักลงทุนที่ต้องการ “ตั้งรับ” เมื่อเศรษฐกิจกำลังจะเข้าสภาวะซบเซาแต่ราคาอาหารยังสูง (stagflation) ส่วนสินทรัพย์ที่มีผลตอบแทนดีในระยะ 6 เดือนอย่างคริปโต หุ้นเกาหลี หุ้นสหรัฐ หุ้นเทคสหรัฐ หุ้นโลก และกองทุนโภคภัณฑ์ ก็มักจะดึงดูดการไหลเวียนของนักลงทุนเข้า ไม่ว่าจะเป็นการซื้อหน่วยหน่วยละ or การถือครองเพื่อรอผลตอบแทนที่ดียิ่งขึ้น
สินทรัพย์ที่แข็งแกร่งในปัจจุบัน ได้แก่ คริปโตที่มีผลตอบแทน 6 เดือน 21.9% และหุ้นเกาหลีที่พุ่งขึ้น 24.7% ใน 6 เดือน, หุ้นสหรัฐที่ทำได้ 12.5% และหุ้นเทคสหรัฐที่ทำได้ 17.7% แสดงว่าตลาดเหล่านี้มีแรงขับดันจากความเชื่อมั่นและการไหลเวียนของเงินเข้าสู่สินทรัพย์เหล่านี้ ส่วนที่อ่อนแอได้แก่ หุ้นเวียดนามที่ตกลง 6.9% ใน 6 เดือน, หุ้นอินเดียที่ตกลง 6.2%, หุ้นจีนที่ตกลง 9% และตราสารหนี้ที่ตกลง 1.6% แสดงถึงความกังวลใจของนักลงทุนต่อการเติบโตของเศรษฐกิจและความเสี่ยงด้านเงินเฟ้อที่กัดกินผลตอบแทน
กองทุนไทยที่น่าสนใจในกลุ่มที่แข็งแกร่ง ได้แก่ KT-BTCETFFOF-UI (คริปโต), SCBKEQTGFUND (หุ้นเกาหลี), I-OIL (โภคภัณฑ์), SCBGOLDFUND (ทองคำ), K-GLOBE (หุ้นโลก), KKP US500-UH FUND (หุ้นสหรัฐ), KT-NASDAQ (หุ้นเทคสหรัฐ), K-JPX (หุ้นญี่ปุ่น), K-SEMQ (หุ้นตลาดเกิดใหม่), KT-SET50 (หุ้นไทย) และ TTHREIT (กอง REIT) ซึ่งล้วนแต่มีแนวโน้มการเติบโตที่ดีในช่วง 6 เดือนที่ผ่านมา
ในสภาพเศรษฐกิจ stagflation ที่เศรษฐกิจช้าลงแต่เงินเฟ้อสูง นักลงทุนควรให้ความสำคัญกับกองทุนที่ให้ความเสี่ยงต่ำและมีสภาพคล่องสูง เช่น กองตลาดเงิน กองตราสารหนี้ระยะสั้น และทองคำ ซึ่งในข้อมูลไทยมี K-GDBONDUH เป็นกองตราสารหนี้ระยะสั้นที่อาจช่วยรักษาความมั่นคงของพอร์ต ขณะเดียวกันหากเศรษฐกิจเริ่มฟื้นตัว นักลงทุนอาจเพิ่มส่วนของหุ้นในพอร์ต เช่น K-GLOBE, K-SET50, KT-SET50 เพื่อจับโอกาสเติบโตของตลาดหุ้นที่อาจเกิดขึ้นหลังจากที่แรงกดดันจากเงินเฟ้อลดลง
นอกจากนี้ยังมีตัวเลขเศรษฐกิจสำคัญที่ต้องจับตาอยู่เสมอ เช่น Core PCE Price Index m/m ที่ตลาดคาดว่าจะออกมาที่ 0.2% (ต่ำกว่าครั้งก่อน 0.1%) หากออกมาต่ำกว่าคาดจะบ่งบอกแรงกดดันจากเงินเฟ้อที่ลดลง ซึ่งอาจทำให้กองทุนหุ้นและกองทุนทองคำได้รับประโยชน์ ในขณะที่กองทุนตราสารหนี้อาจเห็นผลตอบแทนลดลง อย่างเดียวกัน Preliminary GDP q/q ที่ตลาดคาดว่าจะออกมาที่ 1.5% (เท่ากับครั้งก่อน) หากสูงกว่าคาดอาจส่งสัญญาณการเติบโตของเศรษฐกิจที่เพิ่มขึ้น ทำให้นักลงทุนหันเข้าสู่หุ้นและกองทุนความเสี่ยงสูง ส่วนการประกาศ Treasury Sec Bessent Speaks และ Fed Chairman Warsh Speaks ในสัปดาห์นี้ก็อาจส่งสัญญาณเกี่ยวกับนโยบายการเงินที่จะส่งผลต่อตลาดพันธบัตรและโดยต่อไปยังส่งผลต่อกองทุนตราสารหนี้และทองคำ
จากมุมมองโดยตรงของผู้เขียน พบว่าแม้จะมีข้อมูลเศรษฐกิจหลายชุดที่บ่งชี้ว่าสภาวะ stagflation ยังคงดำเนินต่อไป แต่ยังมีปัจจัยอื่นที่อาจส่งผลต่อผลตอบแทนของกองทุนได้ เช่น การเปลี่ยนแปลงนโยบายการเงินของธนาคารกลางสหรัฐ (Fed) หากมีการสื่อสารว่าอาจลดอัตราดอกเบี้ยหรือเริ่มลดสมดุลการถือครองพันธบัตร ก็อาจทำให้ราคาพันธบัตรขึ้นและผลตอบแทนลดลง ส่งผลให้กองทุนตราสารหนี้และกองทุนทองคำที่ถือว่าเป็นที่หลบภัยมีแนวโน้มดีขึ้น ขณะที่การที่ภาครัฐอาจปรับนโยบาย fiscal กระตุ้นการใช้จ่ายก็อาจทำให้ตลาดหุ้นได้รับแรงบันดาลใจให้เติบโตเร็วขึ้น ดังนั้นในช่วงต่อไปนักลงทุนควรจับตาตัวเลข Core PCE, Preliminary GDP, และการแสดงความเห็นของ Fed Chairman รวมถึงการประกาศ Treasury Secretary ให้ชัดเจนว่าแนวโน้มการเงินจะไปในทิศใด เพื่อปรับพอร์ตให้สอดคล้องกับสภาพเศรษฐกิจที่อาจเปลี่ยนแปลงได้อย่างรวดเร็ว