📅 บทวิเคราะห์ตลาดประจำวันที่ 6 ส.ค. 2569
นี่คือสถานการณ์ที่ยากที่สุด — เศรษฐกิจโตช้าลงหรือซบเซา แต่ข้าวของกลับยังแพงขึ้น (เงินเฟ้อสูง) เปรียบเหมือนรถติดหล่มแต่ค่าน้ำมันแพง ช่วงนี้หุ้นเจอปัญหากำไรบริษัทหด ส่วนพันธบัตรก็โดนเงินเฟ้อกัดกินผลตอบแทน จึงเป็นจังหวะที่ควร "ตั้งรับ" มากกว่าไล่ราคา
ตอนนี้พายุเศรษฐกิจกำลังก่อตัวเป็นสภาพอากาศที่ชวนให้ปวดหัวที่สุด เพราะเรากำลังเผชิญกับสภาวะ "รถติดหล่มแต่ค่าน้ำมันแพง" หรือที่นักเศรษฐศาสตร์เรียกว่า Stagflation ครับ คือเศรษฐกิจมันโตช้าจนดูเหมือนรถที่กำลังจมโคลน แต่ในขณะเดียวกัน ข้าวของเครื่องใช้กลับมีราคาแพงขึ้นเรื่อยๆ จนเงินในกระเป๋าเรามีค่าลดลง สภาพอากาศแบบนี้ทำให้เงินในกระเป๋าของนักลงทุนเริ่ม "ขยับขยาย" ไปหาที่พักที่ปลอดภัยกว่าเดิม เพราะสินทรัพย์ที่เคยเป็นพระเอกอย่างหุ้นหรือตราสารหนี้ กำลังเจอทั้งพายุฝนและลมแรงที่ทำให้เดินหน้าลำบาก
ถ้าเราดูตามแผนที่การเดินทางของเงินตอนนี้ จะเห็นว่าเงินกำลังไหลออกจาก "เขตพายุ" อย่างกลุ่มหุ้นในตลาดเกิดใหม่ (Emerging Markets) อย่างเวียดนาม (SCBVNALPHA) ที่ดูเหมือนกำลังเจอฝนตกหนักต่อเนื่องจนดูอ่อนแอ หรือแม้แต่หุ้นเทคโนโลยีสหรัฐฯ (KT-NASDAQ) ที่เริ่มเห็นโมเมนตัมแผ่วลงเหมือนลมที่เริ่มสงบแต่ไม่สดใส ในขณะที่เงินบางส่วนกำลังพยายาม "หลบฝน" ไปพักในที่ที่ดูมั่นคงกว่าอย่างกลุ่มอสังหาริมทรัพย์ (TTHREIT) หรือหุ้นในฝั่งยุโรป (K-EUX) ที่ดูเหมือนท้องฟ้าจะเริ่มเปิดและมีความแข็งแกร่งกว่าเพื่อน
สำหรับใครที่กำลังมองหา "ร่ม" หรือ "ที่พักใจ" ในช่วงที่สภาพอากาศไม่เป็นใจ สินทรัพย์ที่ดูเหมือนจะมีแสงแดดรำไรหรือเริ่มฟื้นตัวขึ้นมาบ้างคือกลุ่มทองคำ (SCBGOLDFUND) และหุ้นในตลาดจีน (MCHEVO) ที่เริ่มมีลมพัดพาให้ฟื้นตัวขึ้นมา แม้ว่าในระยะยาวจะยังมีความผันผวนเหมือนคลื่นในทะเลอยู่บ้างก็ตาม ส่วนกลุ่มที่ยังดูเหมือนเมฆครึ้มและอากาศอึมครึมที่สุดคือกลุ่มตราสารหนี้ (K-GDBOND) ที่ผลตอบแทนแทบไม่ขยับไปไหนเลย เหมือนเดินอยู่กลางหมอกที่มองไม่เห็นทางข้างหน้า
เมื่อมองไปข้างหน้าตามหลักการแล้ว ในสภาวะเศรษฐกิจที่ "โตช้าแต่ของแพง" แบบนี้ การวิ่งไล่ตามกำไรจากหุ้นอาจจะเหมือนการวิ่งฝ่าพายุที่เหนื่อยเปล่า นักลงทุนมือใหม่จึงควรเน้น "การตั้งรับ" เป็นหลักครับ ตามทฤษฎีแล้ว ช่วงนี้การพักเงินไว้ในที่ที่ปลอดภัยและสภาพคล่องสูงอย่าง กองทุนตลาดเงิน (Money Market) หรือกองทุนตราสารหนี้ระยะสั้น จะช่วยให้เงินของเราไม่ถูกกัดกินจากความผันผวนมากนัก หรืออาจจะแบ่งเงินบางส่วนไปไว้ในทองคำเพื่อช่วยป้องกันความเสี่ยงจากเงินเฟ้อที่กำลังพัดมาแรง ทั้งนี้ต้องเข้าใจว่านี่เป็นการวิเคราะห์ตามสถิติและสภาพอากาศที่เห็นตรงหน้าเท่านั้น ไม่ใช่การรับประกันว่าพรุ่งนี้แดดจะออกเสมอไป การกระจายความเสี่ยงไปในสินทรัพย์หลายๆ อย่างจึงเป็นเรื่องสำคัญที่สุด
อย่างไรก็ตาม มีอีกหนึ่งประเด็นที่แผนที่อากาศชุดนี้ยังไม่ได้บอกเราชัดเจน คือ "ทิศทางลมจากธนาคารกลาง" ครับ เพราะในสภาวะที่ของแพง (เงินเฟ้อสูง) ธนาคารกลางมักจะใช้วิธีการ "ดึงเบรก" ด้วยการขึ้นดอกเบี้ยเพื่อสกัดเงินเฟ้อ ซึ่งการดึงเบรกนี้แหละครับที่จะเป็นตัวตัดสินว่าพายุนี้จะสงบลงเร็วแค่ไหน หรือจะกลายเป็นพายุทอร์นาโดที่ซัดเศรษฐกิจให้พังกว่าเดิม สิ่งที่ต้องจับตาดูอย่างใกล้ชิดคือตัวเลขการจ้างงานและรายงานการประชุมของธนาคารกลาง เพราะถ้าเขาตัดสินใจดึงเบรกแรงเกินไป เศรษฐกิจที่ติดหล่มอยู่อาจจะหยุดนิ่งสนิทได้เลยครับ