📅 บทวิเคราะห์ตลาดประจำวันที่ 22 ก.ย. 2569
เศรษฐกิจโตแรงจนเริ่ม "ร้อนเกินไป" ข้าวของแพงขึ้นเร็ว (เงินเฟ้อพุ่ง) ธนาคารกลางจึงเริ่มขึ้นดอกเบี้ยเพื่อเบรกความร้อนแรง หุ้นยังพอไปได้แต่เริ่มผันผวนมากขึ้นเพราะต้นทุนกู้เงินสูงขึ้น สิ่งที่ได้ประโยชน์คือ "ของที่จับต้องได้" ซึ่งราคาขึ้นตามเงินเฟ้อ
คืนนี้ตลาดทั่วโลกวุ่นวายเล็กน้อย หุ้นสหรัฐฯ ฟื้นตัวขึ้นเป็นวันใหญ่ครั้งแรกตั้งแต่เริ่มต้นในเดือนนี้ ขณะที่ราคาน้ำมันดิบกลับลงมาต่ำกว่า 100 ดอลลาร์เพราะมีข่าวว่าทรัมป์พร้อมคุยกับอิหร่านที่สหประชาชาติ สองข่าวนี้ทำให้กองทุนไทยที่มีการผูกกับหุ้นอเมริกันและสินค้าโภคภัณฑ์น่าสนใจขึ้นทันที เหมือน� gardener เห็นว่าต้นไม้บางต้นกำลังแตกยอดในขณะที่อีกต้นหนึ่งดูเหมือนจะต้องการการดูแลเป็นพิเศษ
เงินทุนในแผนที่สินทรัพย์กำลังเคลื่อนไปอย่างชัดเจน กองทุนคริปโตและสินค้าโภคภัณฑ์กำลังได้รับความสนใจสูงสุด ผลตอบแทนระยะยาว 1 ปีและครึ่งปีที่สูงทำให้ money flow เข้าไปเหมือนคนเร่งรดน้ำต้นไม้ที่โตดีอยู่แล้ว ส่วนกองทุนตราสารหนี้และทองคำกำลังโดนนักลงทุนถอนทุนออก ผลตอบแทนที่ติดลบและสถานะที่อ่อนแอทำให้พอร์ตโดยรวมดูเหมือนสวนที่เฉาบางลง กองทุนหุ้นในภูมิภาคต่างๆ มีการตอบสนองแตกต่างกัน หุ้นเกาหลีและญี่ปุ่นยังพอไปได้ ขณะที่หุ้นสหรัฐฯ ทั่วไปค่อยๆ ซึม ส่วนนักลงทุนรายย่อยในไทยดูเหมือนจะรอดูสถานการณ์
สินทรัพย์ที่แข็งแกร่งสุดคือ คริปโต, สินค้าโภคภัณฑ์, หุ้นเกาหลี, หุ้นญี่ปุ่น และหุ้นเทคสหรัฐฯ ทั้งหมดนี้มีตัวเลขการเติบโตบวกอย่างน้อย 1 ปีที่ผ่านมา เหมือนต้นไม้ที่ออกดอกสะพรั่งและดูแข็งแรง ในทางกลับกัน สินทรัพย์ที่อ่อนแอสุดคือ ทองคำ, ตราสารหนี้, หุ้นอินเดีย, อสังหา/REIT และหุ้นจีน ซึ่งล้วนแสดงให้เห็นผลตอบแทนติดลบหรือต่ำมาก เหมือนต้นไม้ที่ดูไม่แข็งแรงและต้องการการบำรุงรักษาพิเศษ นักเล่นกองทุนรวมที่มองแผนที่นี้จะเข้าใจว่าพอร์ตของตัวเองมีทั้งส่วนที่เติบโตและส่วนที่ยังอ่อนแอ และควรพิจารณาปรับสมดุลให้เหมาะสม
ตอนนี้อเมริกาอยู่ในช่วงที่เศรษฐกิจร้อนจนเริ่มร้อนเกินไป เงินเฟ้อพุ่งขึ้น ธนาคารกลางจึงขึ้นดอกเบี้ยเพื่อเบรกความร้อนแรง สภาพแวดล้อมแบบนี้มักทำให้กองทุนสินค้าโภคภัณฑ์และทองคำโดดเด่น เพราะราคาของสิ่งเหล่านี้มักขึ้นตาม� Inflation นอกจากนี้ REIT บางส่วนก็ยังอาจได้รับผลดีเพราะนักลงทุนมองหาสินทรัพย์ที่จับต้องได้เป็นทางเลือกกัน กองทุนไทยที่อยู่ในหมวดนี้ซึ่งควรจับตาคือ I-OIL (น้ำมัน/สินค้าโภคภัณฑ์), SCBGOLDFUND (ทองคำ) และ TTHREIT (อสังหา/REIT) อย่างไรก็ตาม การกระจายการลงทุน tetap สำคัญ ไม่ใช่ทุ่มทุนในกลุ่มเดียว เพราะสภาวะตลาดสามารถเปลี่ยนได้รวดเร็วเหมือนดินฟ้าอากาศ
ตัวเลขทางเศรษฐกิจที่ต้องจับตาสัปดาห์นี้มีอยู่สองสามตัว เริ่มแรกคือการพูดของ ECB President Lagarde เมื่อคืนนี้ ซึ่งจะส่งผลต่อตลาดยูโรและกองทุนยุโรปอย่าง K-EUX ถัดมาในวันพุธจะมีการเปิดเผย PMI ภาคการผลิตและการบริการของฝรั่งเศสและเยอรมน ตลาดโดยทั่วไปคาดว่า PMI ภาคการผลิตเยอรมนน่าจะอยู่ที่ 54.1 และภาคบริการฝรั่งเศสที่ 48.3 ถ้า PMI ออกมาสูงกว่าคาด แสดงว่าเศรษฐกิจยูโรยังแข็งแรง ซึ่งจะช่วยหนุนกองทุนยุโรป แต่ถ้าออกมาต่ำกว่าคาด อาจทำให้กองทุนยุโรปปรับฐานลง ส่วนในวันพฤหัสบดี US Unemployment Claims ตลาดคาดว่าจะอยู่ที่ 201,000 ครั้ง ถ้าตัวเลขออกมาสูงกว่าคาด แสดงว่ามีคนตกงานเพิ่มขึ้น ซึ่งโดยหลักการแล้วมักทำให้กองทุนหุ้นอเมริกันอย่าง KT-NASDAQ หรือหุ้นไทยบางส่วนต้องปรับตัวลง สุดท้ายคือ BOE Gov Bailey ที่จะพูดในวันศุกร์ ความเห็นของเขามักกระทบกับกองทุนอสังหา/REIT และอสังหาฯ ในภูมิภาคนี้
มุมมองส่วนตัวของผมคือข้อมูลตัวเลขทางเศรษฐกิจที่เราได้ฟังกันนั้นเพิ่งบอกเราว่าตลาดกำลังเผชิญกับสภาวะที่เรียกว่า "ร้อน" แต่แผนที่สินทรัพย์และปฏิทินยังไม่ได้บอกเราถึงแนวโน้มของนโยบายธนาคารกลางในอนาคต อย่างเช่น ว่าธนาคารกลางสหรัฐฯ จะขึ้นดอกเบี้ยต่ออีกกี่ครั้ง หรือธนาคารกลางไทยจะปรับลดหรือขึ้นดอ�นเบี้ยหรือไม่ นอกจากนี้ เรายังต้องจับตาการประชุมธนาคารกลางสหรัฐฯ ในเดือนหน้าและการเลือกตั้งสหรัฐฯ ปลายปีนี้ เพราะทั้งคู่มักส่งผลต่อสินทรัพย์ประเภทสินค้าโภคภัณฑ์และคริปโตอย่างรวดเร็ว นักลงทุนควรติดตามให้ดีว่ามีอะไรบ้างที่อยู่นอกเหนือจากตัวเลขที่เรากำลังดูอยู่ และพิจารณาปรับสัดส่วนการลงทุนในกองทุนตามความเสี่ยงที่มาจากนโยบายมากกว่าจะยึดแต่กับตัวเลขทางเศรษฐกิจเพียงอย่างเดียว