📅 บทวิเคราะห์ตลาดประจำวันที่ 17 ส.ค. 2569
นี่คือสถานการณ์ที่ยากที่สุด — เศรษฐกิจโตช้าลงหรือซบเซา แต่ข้าวของกลับยังแพงขึ้น (เงินเฟ้อสูง) เปรียบเหมือนรถติดหล่มแต่ค่าน้ำมันแพง ช่วงนี้หุ้นเจอปัญหากำไรบริษัทหด ส่วนพันธบัตรก็โดนเงินเฟ้อกัดกินผลตอบแทน จึงเป็นจังหวะที่ควร "ตั้งรับ" มากกว่าไล่ราคา
34.2% คือผลตอบแทนหุ้นเกาหลีในช่วงหกเดือนที่ผ่านมา ตัวเลขนี้แสดงให้เห็นว่าเงินทุนกำลังไหลเข้าไปในสินทรัพย์บางกลุ่มอย่างคึกคัก ในขณะที่บางกลุ่มกลับเผชิญกับแรงกดดันให้เงินไหลออก
ภาพรวมของแผนที่สินทรัพย์ ณ วันที่ 17 สิงหาคม 2026 ชี้ให้เห็นว่าหลายหมวดอยู่ในสถานะ “แข็งแกร่ง” ได้แก่ หุ้นเกาหลี หุ้นเทคสหรัฐ หุ้นญี่ปุ่น โภคภัณฑ์ หุ้นสหรัฐ หุ้นยุโรป หุ้นโลก อสังหา/REIT หุ้นตลาดเกิดใหม่ และหุ้นไทย ซึ่งทั้งหมดให้ผลตอบแทนบวกในระยะหนึ่งเดือนถึงหกเดือน ส่วนที่อยู่ในสถานะ “อ่อนแอ” มีตราสารหนี้ หุ้นจีน หุ้นเวียดนาม และคริปโต โดยสินทรัพย์เหล่านี้แสดงผลตอบแทนติดลบหรือใกล้ศูนย์ในหลายช่วงเวลา สำหรับสินทรัพย์ที่อยู่ในสถานะ “เริ่มฟื้นตัว” เช่น ทองคำและหุ้นอินเดีย ผลตอบแทนระยะสั้นยังเป็นบวกแต่ภาพระยะหกเดือนยังติดลบ ซึ่งบ่งบอกว่าเงินทุนอาจเริ่มกลับมามองเห็นโอกาสแต่ยังไม่มั่นใจเต็มที่
เมื่อพูดถึงความหมายกับนักลงทุน หมวดที่แข็งแกร่งสะท้อนว่าตลาดมองว่าบริษัทในกลุ่มนั้นมีแนวโน้มทำกำไรได้ดี หรือมีปัจจัยหนุน เช่น การเติบโตของยอดขาย นวัตกรรม หรือความต้องการสินค้าโภคภัณฑ์ที่เพิ่มขึ้น ในทางกลับกัน หมวดที่อ่อนแอแสดงให้เห็นว่าตลาดกังวลเรื่องผลประกอบการที่อาจถูกกดดันจากต้นทุนที่สูงขึ้น หรือความไม่แน่นอนทางเศรษฐกิจที่ทำให้นักลงทุนลดความเสี่ยงลง ตัวอย่างกองทุนไทยที่อยู่ในหมวดที่น่าสนใจจากข้อมูลมีดังนี้ SCBKEQTGFUND (หุ้นเกาหลี) KT-NASDAQ (หุ้นเทคสหรัฐ) K-JPX (หุ้นญี่ปุ่น) I-OIL (โภคภัณฑ์) KKP US500-UH FUND (หุ้นสหรัฐ) K-EUX (หุ้นยุโรป) K-GLOBE (หุ้นโลก) TTHREIT (อสังหา/REIT) K-SEMQ (หุ้นตลาดเกิดใหม่) และ KT-SET50 (หุ้นไทย) ส่วนกองทุนในหมวดที่อ่อนแอได้แก่ K-GDBONDUH (ตราสารหนี้) MCHEVO (หุ้นจีน) SCBVNALPHA (หุ้นเวียดนาม) และ KT-BTCETFFOF-UI (คริปโต) สำหรับทองคำซึ่งเริ่มฟื้นตัวมีกองตัวอย่าง SCBGOLDFUND
มองไปข้างหน้า ภาวะเศรษฐกิจสหรัฐฯ ที่ถูกอธิบายว่าเป็น “ชะงักงัน” (Stagflation) หมายถึงการเติบโตที่ชะลอตัวควบคู่กับเงินเฟ้อที่ยังสูงอยู่ ในสถานการณ์เช่นนี้ ทฤษฎีการลงทุนมักแนะนำให้เพิ่มสัดส่วนสินทรัพย์ที่มีความเสี่ยงต่ำและสภาพคล่องสูง เช่น กองตลาดเงิน หรือกองตราสารหนี้ระยะสั้น เพื่อรอให้ภาพเศรษฐกิจชัดเจนขึ้นก่อนค่อยกลับไปลงทุนในสินทรัพย์เสี่ยงสูงอย่างหุ้น นอกจากนี้ การถือทองคำบางส่วนสามารถช่วยป้องกันผลกระทบจากเงินเฟ้อได้ เพราะทองคำมักถูกมองเป็นสินทรัพย์ที่รักษาคุณค่าเมื่อค่าของเงินลดลง หากมีกองทุนไทยที่สอดคล้องกับแนวทางนี้ในข้อมูลที่ให้มา กองทุนตราสารหนี้อย่าง K-GDBONDUH อาจถูกพิจารณาเป็นส่วนหนึ่งของพอร์ตการป้องกันความเสี่ยง แม้ว่าผลตอบแทนระยะสั้นจะยังอ่อนแอ แต่กองทุนเหล่านี้ยังคงให้สภาพคล่องและความผันผวนต่ำกว่าหุ้น ส่วนกองทองคำ SCBGOLDFUND ก็สามารถถือเป็นองค์ประกอบเสริมเพื่อต่อสู้กับภาวะเงินเฟ้อที่ยังคงอยู่
ตัวเลขเศรษฐกิจที่ต้องจับตาช่วงนี้มีหลายตัว แต่ที่สำคัญและมีผลกระทบสูงต่อกองทุนได้แก่ การประกาศ CPI ของสหราชอาณาจักร (GBP CPI y/y) ที่กำลังจะออกในวันพุธเวลา 13:00 น. ตลาดคาดว่าจะอยู่ที่ 2.9% เทียบกับครั้งก่อนที่ 2.6% หากตัวเลขออกมาสูงกว่าคาด หมายถึงเงินเฟ้อในอังกฤษยังเร่งตัว ซึ่งอาจสร้างแรงกดดันให้ธนาคารกลางอังกฤษพิจารณาคงอัตราดอกเบี้ยไว้สูงต่อไป ส่งผลให้กองทุนตราสารหนี้อาจเผชิญกับผลตอบแทนที่ลดลงเพราะราคาพันธบัตรมักเคลื่อนไหวสวนทางกับอัตราดอกเบี้ย ในทางตรงกันข้าม หากตัวเลขออกมาต่ำกว่าคาด อาจบ่งบอกว่าแรงกดดันเงินเฟ้อเริ่มคลายลง ซึ่งอาจเป็นข่าวดีสำหรับกองทุนหุ้นเนื่องจากต้นทุนทางการเงินของบริษัทอาจลดลง อีกตัวหนึ่งที่น่าสนใจคือรายงานการประชุม FOMC ของสหรัฐฯ (FOMC Meeting Minutes) ในวันพฤหัสเวลา 01:00 น. ซึ่งเป็นการเปิดเผยความคิดเห็นของกรรมการธนาคารกลางสหรัฐฯ เกี่ยวกับทิศทางนโยบายการเงิน หากบันทึกแสดงว่ากรรมการมีแนวโน้มขึ้นดอกเบี้ยต่อเนื่อง อาจทำให้กองทุนตราสารหนี้ระยะสั้นได้รับผลกระทบในทางลบ ในขณะที่กองทุนเงินสดหรือกองตลาดเงินอาจได้ประโยชน์จากอัตราผลตอบแทนที่เพิ่มขึ้น สุดท้ายคือดัชนีการผลิตภาคการผลิตของฟิลาเดลเฟีย (Philly Fed Manufacturing Index) ในวันพฤหัสเวลา 19:30 น. ตลาดคาดว่าจะออกมาที่ 24.3 เทียบกับครั้งก่อนที่ 41.4 หากตัวเลขออกมาต่ำกว่าคาดอย่างมีนัยสำคัญ อาจสะท้อนว่าภาคการผลิตสหรัฐฯ กำลังชะลอตัว ซึ่งอาจทำให้นักลงทุนกังวลเกี่ยวกับกำไรของบริษัทในกองทุนหุ้น โดยเฉพาะกองทุนที่เน้นหุ้นอุตสาหกรรม ส่วนหากตัวเลขออกมาสูงกว่าคาด อาจช่วยบรรเทาความกังวลและส่งผลดีต่อกองทุนหุ้นในระยะสั้น
จากตัวเลขเศรษฐกิจชุดนี้ ผมมองว่านอกจากประเด็นเงินเฟ้อและการเติบโตที่ชะลอแล้ว ยังมีปัจจัยด้านนโยบายการเงินของธนาคารกลางหลายประเทศที่อาจสร้างความผันผวนให้กับสินทรัพย์บางประเภท เช่น หากธนาคารกลางยุโรปตัดสินใจคงอัตราดอกเบี้ยไว้สูงต่อเนื่องหลังจากการกล่าวสุนทรพจน์ของประธาน ECB ลาการ์ดในวันพุธเวลา 14:10 น. อาจทำให้กองทุนตราสารหนี้ยุโรปเผชิญกับแรงกดดันด้านราคา ในขณะที่กองทุนหุ้นยุโรปอาจได้รับผลกระทบจากต้นทุนทางการเงินที่สูงขึ้น ดังนั้นช่วงถัดไปนักลงทุนควรจับตาตัวเลขเงินเฟ้อหลักของสหรัฐฯ (เช่น CPI และ PCE) รวมถึงข้อมูลตลาดแรงงาน เช่น อัตราว่างงานและค่าจ้าง เพื่อประเมินว่าภาวะ stagflation จะยืดเยื้อหรือเริ่มคลายลง การกระจายการลงทุนไปยังหลายประเภทสินทรัพย์และการรักษาสัดส่วนสินทรัพย์ปลอดภัยไว้บางส่วนยังคงเป็นหลักการที่ช่วยลดความเสี่ยงในภาวะที่ไม่แน่นอนเช่นนี้ อย่าลืมว่าการวิเคราะห์นี้เป็นเพียงมุมมองเชิงหลักการจากข้อมูลที่มีอยู่ ไม่ใช่การรับประกันผลตอบแทนใดๆ และการตัดสินใจลงทุนควรพิจารณาตามเป้าหมาย ระยะเวลา และความสามารถในการยอมรับความเสี่ยงของตัวเองเสมอ.