📅 บทวิเคราะห์ตลาดประจำวันที่ 12 ส.ค. 2569
นี่คือสถานการณ์ที่ยากที่สุด — เศรษฐกิจโตช้าลงหรือซบเซา แต่ข้าวของกลับยังแพงขึ้น (เงินเฟ้อสูง) เปรียบเหมือนรถติดหล่มแต่ค่าน้ำมันแพง ช่วงนี้หุ้นเจอปัญหากำไรบริษัทหด ส่วนพันธบัตรก็โดนเงินเฟ้อกัดกินผลตอบแทน จึงเป็นจังหวะที่ควร "ตั้งรับ" มากกว่าไล่ราคา
คุณเคยสงสัยไหมว่าเมื่ออากาศเปลี่ยนแปลงบ่อย ๆ ทำให้เราต้องถือเสื้อคลุมและร่มพร้อมกันไปเลย แบบเดียวกันนี้กับตลาดการเงินในช่วง “ชะงักงัน” ของสหรัฐฯ เศรษฐกิจกำลังชะงักลง like รถติดหล่ม แต่อุณหภูมิ (ราคาสินค้า) ยังร้อนอยู่ ทำให้บรรยากาศโดยรวมเต็มไปด้วยความไม่แน่นอน เราจะเห็นว่าเงินเริ่มไหลเวียนอย่างระมัดระวัง ไม่ใช่ไหลเข้าไปในสินทรัพย์ที่ให้ผลตอบแทนสูง แต่หันไปเกาะอยู่กับสิ่งที่ให้ความรู้สึกปลอดภัยเหมือนการพักในบ้านที่มีหลังคาแข็งแรง
ในตอนนี้ หากเราดูภาพของ “เมฆ” ที่แบ่งเป็นหลายส่วนตามประเภทสินทรัพย์ จะเห็นว่าเมฆบางส่วนกำลังส่องแสงอาทิตย์อยู่ แต่บางส่วนกลับเป็นเมฆหนาที่ทำให้แสงแดดไม่ penetrates เลย เราเรียกกลุ่มที่แข็งแกร่งว่า “เมฆที่แสงแดดส่องผ่าน” เช่น หุ้นยุโรป (แข็งแกร่ง 4.2%‑7.4%‑5.4% ปี 1‑3‑6 เดือน), หุ้นสหรัฐ (แข็งแกร่ง 2.1%‑4.7%‑11.9% ปี 1‑3‑6 เดือน), หุ้นญี่ปุ่น (แข็งแกร่ง 1.8%‑5.2%‑4% ปี 1‑3‑6 เดือน) เป็นต้น พวกมันเหมือนเมฆที่มีแสงแดดส่องเข้าไปทำให้อากาศอุ่นขึ้นเล็กน้อย ส่วนกลุ่มที่อ่อนแอคือ “เมฆฝนหนักที่ทำให้พื้นดินลื่น” เช่น หุ้นเทคสหรัฐ (‑1%‑1.7%‑17.8% ปี 1‑3‑6 เดือน), หุ้นอสังหารี (‑1%‑0.6%‑4.7% ปี 1‑3‑6 เดือน), หุ้นตลาดเกิดใหม่ (‑2.2%‑‑0.1%‑8.5% ปี 1‑3‑6 เดือน) เป็นต้น พวกมันทำให้เรารู้สึกว่าต้องหาที่พักที่ปลอดภัยก่อน
จากเมฆเหล่านั้น เราสามารถมองเห็น “กองทุน” ที่เป็นตัวอย่างในแต่ละเมฆได้โดยตรงจากข้อมูลที่ให้มา เช่น I‑OIL สำหรับโภคภัณฑ์, K‑EUX สำหรับหุ้นยุโรป, K‑KKP US500‑UH สำหรับหุ้นสหรัฐ, K‑GLOBE สำหรับหุ้นโลก, KT‑SET50 สำหรับหุ้นไทย, KT‑NASDAQ สำหรับหุ้นเทคสหรัฐ, K‑JPX สำหรับหุ้นญี่ปุ่น, K‑INDX สำหรับหุ้นอินเดีย, TTHREIT สำหรับอสังหารี/REIT, K‑SEMQ สำหรับตลาดเกิดใหม่, SCBKEQTGFUND สำหรับหุ้นเกาหลี, K‑GDBOND สำหรับตราสารหนี้, MCHEVO สำหรับหุ้นจีน, SCBGOLDFUND สำหรับทองคำ, SCBVNALPHA สำหรับหุ้นเวียดนาม, KT‑BTCETFFOF‑UI สำหรับคริปโต – แต่จำไว้ว่าแต่ละชื่อนี้เป็นแค่ “สัญลักษณ์ของเมฆ” ที่เราสามารถศึกษากันต่อได้
เมื่อมองไปข้างหน้า เราต้องถามว่าในสภาพอากาศแบบนี้ “หลังคา” ที่ให้ความปลอดภัยที่สุดคืออะไร? จากหลักการแล้วในช่วง stagflation นักลงทุนมักเลือกที่จะเก็บ “เงินสด” หรือสินทรัพย์ที่ให้ผลตอบแทนค่อนข้างคงที่ เช่น กองตลาดเงิน (Money Market) ที่เหมือนการเก็บน้ำในอ่างที่ไม่แห้งง่าย, กองตราสารหนี้ระยะสั้นที่คล้ายกับการพกพาร่มเล็ก ๆ ไว้คุ้มครองฝน, และทองคำที่บางครั้งช่วยป้องกันความร้อนของราคาที่เพิ่มขึ้น (เช่น SCBGOLDFUND) – โดยหลักการแล้วไม่ควรใส่ใจกับการ “ไล่ตาม” เมฆที่แสงสว่างแต่ละเมฆ แต่ควรเน้นการกระจายความเสี่ยงเหมือนการเก็บเมล็ดพันธุ์หลายประเภทไว้ในหลุมต่าง ๆ เพื่อให้เมื่อสภาพอากาศเปลี่ยนแปลง เราจะมีอย่างหนึ่งที่พร้อมเก็บเกี่ยว
ในมุมมองส่วนตัวของฉัน สิ่งที่กรอบทฤษฎีข้างบนยังไม่ได้พูดถึงคือการตัดสินใจของธนาคารกลางสหรัฐฯ ที่อาจเปลี่ยน “ลมพายุ” ทางการเงินในเร็ว ๆ นี้ หาก Fed ปรับอัตราดอกเบี้ยขึ้นหรือลง จะทำให้เมฆบางส่วนเช่น ตราสารหนี้หรือเงินสด มีการเคลื่อนตัวแตกต่างออกไป เราควรจับตาตัวเลขสำคัญ ๆ เช่น การประกาศอัตราดอกเบี้ยของ Fed, รายงาน CPI รายเดือน, และข้อมูลการว่าจ้างงาน (Non‑Farm Payroll) เพราะแต่ละเหตุการณ์เหล่านี้เป็น “ลมพายุ” ที่อาจทำให้เมฆบางส่วนหายไปหรือใหม่เกิดขึ้น การเตรียมพร้อมโดยการมี “อุปกรณ์กันฝน” อย่างความหลากหลายในพอร์ตโฟลิโอ จะช่วยให้เรารอดพ้นเมื่อพายุเริ่มพัดเข้ามาในช่วงต่อไป