📅 บทวิเคราะห์ตลาดประจำวันที่ 24 ก.ย. 2569
เศรษฐกิจโตแรงจนเริ่ม "ร้อนเกินไป" ข้าวของแพงขึ้นเร็ว (เงินเฟ้อพุ่ง) ธนาคารกลางจึงเริ่มขึ้นดอกเบี้ยเพื่อเบรกความร้อนแรง หุ้นยังพอไปได้แต่เริ่มผันผวนมากขึ้นเพราะต้นทุนกู้เงินสูงขึ้น สิ่งที่ได้ประโยชน์คือ "ของที่จับต้องได้" ซึ่งราคาขึ้นตามเงินเฟ้อ
คืนที่ผ่านมาตลาดโลกตื่นตัวกับเหตุการณ์ใหญ่สองเรื่องที่กระทบถึงกระเป๋าเงินของนักลงทุนไทยโดยตรง เรื่องแรกคืออัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐอายุ 10 ปีพุ่งแตะระดับสูงสุดในรอบ 19 ปี ทำให้นักลงทุนทั่วโลกหวาดกลัวและหุ้นปรับตัวลงก่อนเปิดตลาด เพราะพันธบัตรที่ให้ผลตอบแทนสูงขึ้นทำให้เงินไหลออกจากหุ้นไปหาพันธบัตร เรื่องที่สองคือราคาน้ำมันที่ดีดตัวขึ้นหลังอิหร่านประกาศจุดยืนว่าจะไม่ยอมจำนน ส่งผลให้ตลาดกังวลเรื่องปริมาณน้ำมันในโลกที่อาจขาดแคลน สำหรับคนที่ถือกองทุนอยู่ ข่าวทั้งสองนี้หมายความว่าต้นทุนการกู้ยืมทั่วโลกสูงขึ้น ซึ่งอาจทำให้เงินไหลออกจากตลาดหุ้นในประเทศที่มีความเสี่ยงสูงกว่า เช่น ตลาดหุ้นไทย และราคาน้ำมันที่เพิ่มขึ้นก็กระทบต่อต้นทุนการผลิตของบริษัทต่างๆ ทั่วโลก ทำให้ผลประกอบการของบริษัทอาจถูกกดดัน
ถ้ามองภาพรวมแล้ว เงินกำลังเดินทางไปอยู่ในพื้นที่ที่ให้ผลตอบแทนดีและมีแรงดึงดูดสูง เช่น คริปโตที่ทำผลตอบแทนได้ถึง 38.5% ในช่วง 3 เดือนที่ผ่านมา หุ้นเกาหลีใต้ที่พุ่งถึง 45.3% ในระยะ 6 เดือน และหุ้นเทคโนโลยีสหรัฐที่ให้ผลตอบแทน 26.4% ในช่วงครึ่งปีหลัง สินทรัพย์เหล่านี้ดึงดูดเงินไหลเข้าอย่างต่อเนื่องเพราะนักลงทุนทั่วโลกยังมองว่าเศรษฐกิจโดยรวมเติบโตได้ดี โดยเฉพาะในกลุ่มเทคโนโลยีและตลาดเกิดใหม่บางแห่ง ในขณะเดียวกัน เงินกำลังไหลออกจากสินทรัพย์ที่ให้ผลตอบแทนแย่ เช่น ตราสารหนี้ที่เสียหายติดลบตลอดช่วง 1 ถึง 6 เดือน ทองคำที่ร่วงลงถึง 7.9% ในเดือนเดียว และหุ้นไทยที่แทบไม่ขยับในรอบเดือน นี่แปลว่านักลงทุนทั่วโลกยังไม่พร้อมจะกระจายความเสี่ยงเข้าสินทรัพย์ปลอดภัย แต่เลือกที่จะวิ่งตามผลตอบแทนในกลุ่มที่ยังเติบโตต่อเนื่อง ป้ายถัดไปที่เงินอาจแวะก็คือกลุ่มสินค้าโภคภัณฑ์และพลังงาน ที่ยังคงมีแรงหนุนจากราคาน้ำมันที่ปรับตัวสูงขึ้น
สำหรับนักลงทุนไทยที่ถืออยู่ สินทรัพย์ที่แข็งแกร่งและน่าจับตามอง ได้แก่ กองทุน KT-BTCETFFOF-UI ที่เกี่ยวข้องกับคริปโต กองทุน I-OIL ที่ลงทุนในสินค้าโภคภัณฑ์และพลังงาน กองทุน PRINCIPAL KEQ ที่ลงทุนในหุ้นเกาหลีใต้ กองทุน KT-NASDAQ ที่ติดตามหุ้นเทคโนโลยีสหรัฐ และกองทุน K-JPX ที่ลงทุนในหุ้นญี่ปุ่น ซึ่งล้วนทำผลงานโดดเด่นในช่วงนี้ ในทางกลับกัน กองทุนอย่าง KT-SET50 ที่ลงทุนในหุ้นไทย กองทุน K-EUX ที่ลงทุนในหุ้นยุโรป กองทุน MCHEVO ที่ลงทุนในหุ้นจีน กองทุน ABIG ที่ลงทุนในหุ้นอินเดีย กองทุน K-GDBONDUH ที่ลงทุนในตราสารหนี้ กองทุน SCBVNALPHA ที่ลงทุนในหุ้นเวียดนาม กองทุน SCBGOLDFUND ที่ลงทุนในทองคำ และกองทุน TTHREIT ที่ลงทุนในอสังหาริมทรัพย์และ REIT ยังอยู่ในภาวะอ่อนแอหรือโมเมนตัมแผ่วง สิ่งเหล่านี้ไม่ได้แปลว่ากองทุนเหล่านี้แย่ถาวร แต่หมายความว่าในช่วงนี้เงินยังไม่ไหลเข้ากลุ่มเหล่านี้มากเท่ากลุ่มอื่น และนักลงทุนที่ถืออยู่อาจต้องอดทนรอสัญญาณกลับตัว
เมื่อมองไปข้างหน้า สถานการณ์เศรษฐกิจสหรัฐฯ ขณะนี้อยู่ในช่วง "ร้อนแรง" เศรษฐกิจโตเร็วเกินไปจนเงินเฟ้อพุ่งถึงร้อยละ 3.35 ธนาคารกลางสหรัฐจึงเริ่มขึ้นดอกเบี้ยเพื่อชะลอความร้อนแรง ในช่วงแบบนี้ ทฤษฎีบอกว่าสินทรัพย์ที่เป็น "ของจริง" เช่น สินค้าโภคภัณฑ์ มักทำผลงานได้ดีเพราะราคาสินค้าโภคภัณฑ์ขึ้นตามเงินเฟ้อโดยธรรมชาติ กองทุนอย่าง I-OIL ที่ลงทุนในกลุ่มพลังงานและสินค้าโภคภัณฑ์จึงเป็นกลุ่มที่เข้าท่านี้ ในทำนองเดียวกัน หุ้นในตลาดที่เศรษฐกิจโตแรงอย่างสหรัฐฯ ญี่ปุ่น และเกาหลีใต้ ยังคงมีแรงหนุนจากเศรษฐกิจที่แข็งแกร่งอยู่บ้าง แม้จะเริ่มมีความผันผวนจากต้นทุนการกู้ยืมที่สูงขึ้นก็ตาม ทั้งนี้ทุกอย่างเป็นเพียงการประเมินจากแบบจำลองทางสถิติ ไม่ใช่การรับประกันผลตอบแทน และนักลงทุนควรกระจายความเสี่ยงในหลายกลุ่มสินทรัพย์เสมอ ไม่ควรถือรวมกันในกลุ่มเดียวทั้งหมด
ในส่วนของตัวเลขเศรษฐกิจที่น่าจับตามองในสัปดาห์นี้ มีสองตัวที่สำคัญมากสำหรับนักลงทุนกองทุนรวม ตัวแรกคือจำนวนผู้ขอรับประโยชน์การว่างงานสหรัฐ ที่จะประกาศในวันพฤหัสบดีนี้ โดยตลาดคาดว่าจะอยู่ที่ 201,000 คน เทียบกับครั้งก่อนที่ 196,000 คน ตัวเลขนี้บอกสภาพตลาดแรงงานสหรัฐฯ ว่ายังแข็งแกร่งแค่ไหน ถ้าออกมาสูงกว่าที่ตลาดคาด หมายถึงตลาดแรงงานเริ่มคลายตัว เศรษฐกิจสหรัฐอาจชะลอตัวลง ซึ่งอาจส่งผลให้หุ้นทั่วโลก รวมถึงกองทุนหุ้นสหรัฐอย่าง KT-NASDAQ และ K-US500XUH รับแรงกดดัน แต่ถ้าออกมาต่ำกว่าคาด เศรษฐกิจสหรัฐยังแข็งแกร่งต่อไป หุ้นก็น่าจะยังได้รับแรงหนุน ตัวที่สองคือความเชื่อมั่นผู้บริโภคสหรัฐ ที่จะประกาศวันศุกร์นี้ โดยตลาดคาดว่าจะอยู่ที่ 47.4 ลดลงจากครั้งก่อนที่ 47.8 ตัวเลขนี้สะท้อนว่าประชาชนชาวอเมริกันรู้สึกอย่างไรกับเศรษฐกิจและการใช้จ่ายในอนาคต ถ้าออกมาต่ำกว่าคาด แปลว่าคนอเมริกันเริ่มกังวลและอาจลดการใช้จ่าย ซึ่งกระทบต่อบริษัทต่างๆ ที่พึ่งพาการบริโภคของสหรัฐฯ ส่งผลต่อกองทุนหุ้นสหรัฐและกองทุนหุ้นโลกอย่าง K-GLOBE ด้วย
ทว่ามีประเด็นหนึ่งที่กรอบทฤษฎีเศรษฐกิจช่วง "ร้อนแรง" ไม่ได้อธิบายครบถนน นั่นคือทำไมทองคำ ซึ่งควรได้รับประโยชน์จากเงินเฟ้อสูง กลับร่วงลงถึง 7.9% ในรอบเดือนเดียว และทำไมกองทุนอสังหาริมทรัพย์หรือ REIT อย่าง TTHREIT ที่ทฤษฎีบอกว่าน่าจะได้ประโยชน์จากช่วงเงินเฟ้อ กลับทำผลงานแย่ถึง 7.7% ในช่วงเดียวกัน สิ่งที่เกิดขึ้นอาจเป็นเพราะธนาคารกลางกำลังขึ้นดอกเบี้ยเร็วเกินไป ทำให้ต้นทุนการถือครองสินทรัพย์ที่ไม่ให้ผลตอบแทนรายปีอย่างทองคำสูงขึ้น และทำให้ REIT ที่พึ่งพาการกู้ยืมเพื่อซื้ออสังหาริมทรัพย์มีต้นทุนสูงจนกำไรหดตัวลง นี่คือสิ่งที่นักลงทุนควรจับตาในช่วงถัดไป นั่นคือทิศทางการขึ้นดอกเบี้ยของธนาคารกลางสหรัฐฯ ว่าจะเร่งขึ้นหรือชะลอตัวลง รวมถึงตัวเลขเงินเฟ้อในเดือนหน้าที่จะบ่งบอกว่าความร้อนแรงของเศรษฐกิจเริ่มคลายตัวหรือยัง หากเงินเฟ้อเริ่มชะลอตัวและธนาคารกลางส่งสัญญาณชะลอการขึ้นดอกเบี้ย สินทรัพย์อย่างทองคำและ REIT อาจกลับมาได้รับความสนใจอีกครั้ง แต่ถ้าเศรษฐกิจยังร้อนแรงและธนาคารกลางยังขึ้นดอกเบี้ยต่อเนื่อง เงินอาจยังคงไหลเข้ากลุ่มสินค้าโภคภัณฑ์และหุ้นในตลาดที่เติบโตต่อเนื่องต่อไป