📅 บทวิเคราะห์ตลาดประจำวันที่ 27 ส.ค. 2569
นี่คือสถานการณ์ที่ยากที่สุด — เศรษฐกิจโตช้าลงหรือซบเซา แต่ข้าวของกลับยังแพงขึ้น (เงินเฟ้อสูง) เปรียบเหมือนรถติดหล่มแต่ค่าน้ำมันแพง ช่วงนี้หุ้นเจอปัญหากำไรบริษัทหด ส่วนพันธบัตรก็โดนเงินเฟ้อกัดกินผลตอบแทน จึงเป็นจังหวะที่ควร "ตั้งรับ" มากกว่าไล่ราคา
23.6% คือผลตอบแทนหนึ่งเดือนของสินทรัพย์คริปโตที่ปรากฏในแผนที่วันนี้ ตัวเลขนี้แสดงให้เห็นว่าเงินกำลังไหลเข้าไปในสินทรัพย์ที่มีความผันผวนสูงอย่างเห็นได้ชัด คืนที่ผ่านมาตลาดโลกเกิดอะไรขึ้น หุ้นฟิวเจอร์สปรับขึ้นหลัง Nvidia พุ่ง 4% หลังรายงานผลประกอบการ ในขณะที่ทองคำร่วงกว่า 1% หลังข้อมูลเงินเฟ้อสหรัฐฯ ออกมาตามคาด เหตุการณ์เหล่านี้สอดคล้องกับแผนที่สินทรัพย์ที่แสดงว่าหลายกลุ่มยังคงแข็งแกร่ง แต่ทองคำกลับแสดงอาการอ่อนแอในระยะสั้น ซึ่งบ่งบอกว่าผู้ลงทุนกำลังให้ความสนใจกับสินทรัพย์ที่มีโอกาสเติบโตเร็ว ในขณะที่ระมัดระวังกับสินทรัพย์ที่เคยถูกมองเป็นที่พึ่งพิงในภาวะเงินเฟ้อ
เมื่อดูจากสถานะและผลตอบแทน สินทรัพย์ที่อยู่ในสถานะ “แข็งแกร่ง” ได้แก่ คริปโต โภคภัณฑ์ หุ้นเกาหลี ทองคำ หุ้นสหรัฐ หุ้นโลก หุ้นยุโรป หุ้นเทคสหรัฐ หุ้นญี่ปุ่น หุ้นตลาดเกิดใหม่ และหุ้นไทย ส่วนสินทรัพย์ที่แสดงอาการอ่อนแอหรือเริ่มฟื้นตัวคือ อสังหา/REIT ที่มีโมเมนตัมแผ่ว หุ้นอินเดียและหุ้นจีนที่เริ่มฟื้นตัว รวมถึงตราสารหนี้ที่แม้จะอยู่ในสถานะแข็งแกร่งแต่ให้ผลตอบแทนระยะหกเดือนติดลบเล็กน้อย สิ่งนี้หมายความว่าเงินทุนกำลังเคลื่อนย้ายไปยังสินทรัพย์ที่ให้ผลตอบแทนระยะสั้นและกลางที่ดีขึ้น ในขณะที่สินทรัพย์ที่ให้ผลตอบแทนต่ำหรือมีความไม่แน่นอนสูงเริ่มถูกถอนออกหรือได้รับความสนใจน้อยลง ตัวอย่างเช่น เงินอาจไหลออกจากกอง REIT ทำให้ราคาหน่วยลงทุนของกองนั้นอ่อนตัวลง ในทางกลับกัน เงินอาจไหลเข้ากองสินค้าโภคภัณฑ์หรือกองหุ้นเกาหลีที่แสดงผลตอบแทนเด่นชัด
จากข้อมูลกองทุนไทยที่มีอยู่ สามารถยกตัวอย่างกองที่สอดคล้องกับสินทรัพย์ที่น่าสนใจได้หลายกลุ่ม สำหรับคริปโต มีกอง KT‑BTCETFFOF‑UI ที่ลงทุนในบิตคอยน์ผ่านกองทุนแลกเปลี่ยน สำหรับโภคภัณฑ์ มีกอง I‑OIL ที่เน้นลงทุนในน้ำมัน ส่วนหุ้นเกาหลีมีกอง SCBKEQTGFUND หุ้นสหรัฐมีกอง KKP US500‑UH FUND และหุ้นโลกมีกอง K‑GLOBE หากมองหาการกระจายไปยังทองคำ มีกอง SCBGOLDFUND ที่สามารถช่วยป้องกันเงินเฟ้อได้บ้าง สำหรับผู้ที่ต้องการลงทุนในตลาดไทยมีกอง K‑SET50 ที่สะท้อนดัชนีหุ้นไทยขนาดใหญ่ ในขณะที่กองตราสารหนี้ระยะสั้นหรือกองตลาดเงินไม่ได้ระบุชื่อตรงๆ ในรายการ แต่แนวคิดคือควรพิจารณากองที่มีความเสี่ยงต่ำและสภาพคล่องสูงเพื่อรอจังหวะที่เศรษฐกิจชัดเจนขึ้น
ภาวะเศรษฐกิจสหรัฐฯ ในขณะนี้ถูกอธิบายว่าเป็น “ชะงักงัน” (Stagflation) ซึ่งหมายถึงการเติบโตที่ช้าลงหรือซบเซาแต่เงินเฟ้อยังคงสูง ในสถานการณ์เช่นนี้ทฤษฎีมักแนะนำให้เพิ่มสัดส่วนสินทรัพย์ที่มีความเสี่ยงต่ำ เช่น กองตลาดเงิน กองตราสารหนี้ระยะสั้น และถือทองคำบางส่วนเพื่อช่วยกันเงินเฟ้อ ดังนั้นหลักการที่สามารถนำไปใช้คือการรักษาเงินสดหรือลงทุนในกองที่มีความผันผวนต่ำไว้เป็นเบื้องต้น แล้วค่อยเพิ่มการลงทุนในสินทรัพย์เสี่ยงเมื่อเห็นสัญญาณว่าการเติบโตเริ่มฟื้นตัวและเงินเฟ้อเริ่มอ่อนลง ตัวอย่างกองไทยที่อยู่ในหมวดความเสี่ยงต่ำที่อาจพิจารณาได้คือกองตลาดเงินหรือกองตราสารหนี้ระยะยาวที่มีอันดับเครดิตดี (แม้จะไม่มีชื่อเฉพาะในรายการ แต่แนวคิดคือเลือกกองที่เน้นพันธบัตรรัฐบาลหรือพันธบัตรคุณภาพสูง) และยังสามารถถือกองทองคำอย่าง SCBGOLDFUND ไว้เป็นส่วนหนึ่งของพอร์ตเพื่อช่วยลดผลกระทบจากเงินเฟ้อ
ตัวเลขเศรษฐกิจที่ต้องจับตาในช่วงนี้มีหลายรายการ แต่ที่สำคัญและมีผลกระทบสูงต่อกองทุนรวมได้แก่ การเรียกร้องเงินว่างงานของสหรัฐฯ (Unemployment Claims) ที่จะประกาศเวลา 19:30 น. วันนี้ ตลาดคาดว่าจะออกมาที่ 208K เทียบกับครั้งก่อนที่ 206K หากตัวเลขออกมาสูงกว่าคาด อาจบ่งชี้ว่าตลาดแรงงานเริ่มอ่อนแอ ซึ่งมักส่งผลดีต่อพันธบัตรเพราะลดความกังวลเรื่องเงินเฟ้อ ในทางกลับกัน หากออกมาต่ำกว่าคาด แสดงว่าตลาดแรงงานยังแข็งแรง อาจทำให้เงินเฟ้ออยู่ในระดับสูงต่อไป ซึ่งมักไม่ดีต่อทั้งพันธบัตรและหุ้น ตัวเลขที่สองคือผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศไตรมาสไตรมาส (Prelim GDP q/q) ที่จะประกาศเวลาเดียวกัน ตลาดคาดว่าจะออกมาที่ 1.5% เท่ากับครั้งก่อน หากออกมาสูงกว่าคาด อาจบ่งชี้ว่าเศรษฐกิจเริ่มฟื้นตัวเร็วกว่าที่คาด ซึ่งมักเป็นข่าวดีสำหรับกองหุ้น แต่หากออกมาต่ำกว่าคาด อาจยืนยันว่าภาวะซบเซายังคงอยู่ ซึ่งมักทำให้นักลงทุนหันไปทางสินทรัพย์ปลอดภัยมากขึ้น ตัวเลขที่สามคือดัชนีราคาใช้จ่ายส่วนบุคคลหลัก (Core PCE Price Index m/m) ที่จะประกาศเวลาเดียวกัน ตลาดคาดว่าจะออกมาที่ 0.2% เทียบกับครั้งก่อนที่ 0.1% หากออกมาสูงกว่าคาด แสดงว่าเงินเฟ้อยังคงติดแน่น ซึ่งมักส่งผลลบต่อทั้งพันธบัตรและหุ้น เพราะอาจทำให้ธนาคารกลางต้องขึ้นดอกเบี้ยต่อเนื่อง หากออกมาต่ำกว่าคาด อาจบ่งบอกว่าแรงกดดันเงินเฟ้อเริ่มบรรเทา ซึ่งมักเป็นข่าวดีสำหรับสินทรัพย์เสี่ยง
จากตัวเลขเศรษฐกิจชุดนี้ มีประเด็นที่กรอบทฤษฎีข้างต้นไม่ได้พูดถึงโดยตรง นั่นคือทิศทางนโยบายการเงินของธนาคารกลางสหรัฐฯ ที่จะถูกเปิดเผยจากการปราศรัยของประธานเฟดและการทบทวนข้อมูลการจ้างงานรวมถึงดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภค หากการปราศรัยของประธานเฟดส่งสัญญาณว่าอาจมีการปรับลดอัตราดอกเบี้ยเร็วกว่าที่คาด อาจทำให้พันธบัตรระยะยาวได้รับแรงหนุนและหุ้นเริ่มกลับมาน่าสนใจอีกครั้ง ในทางกลับกัน หากข้อมูลการจ้างงานที่ออกมาสูงกว่าคาดและดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภคยังคงแข็งแรง อาจทำให้เฟดจำเป็นต้องรักษาอัตราดอกเบี้ยไว้ในระดับสูงต่อไป ซึ่งมักจะกดดันสินทรัพย์เสี่ยงและทำให้ทองคำและสินทรัพย์ปลอดภัยยังคงเป็นที่พึ่งพิง ดังนั้นนักลงทุนควรจับตาตัวเลขเหล่านี้เป็นสัญญาณล่วงหน้า เพื่อปรับสัดส่วนสินทรัพย์ในพอร์ตให้สอดคล้องกับการเปลี่ยนแปลงของนโยบายการเงินและภาวะเงินเฟ้อ โดยยังคงยึดหลักการกระจายความเสี่ยงและไม่พึ่งพิงสินทรัพย์ประเภทใดประเภทหนึ่งเพียงอย่างเดียว เนื่องจากภาวะเศรษฐกิจที่ไม่แน่นอนอาจทำให้สินทรัพย์ใดสินทรัพย์หนึ่งผันผวนได้อย่างรวดเร็ว.