📅 บทวิเคราะห์ตลาดประจำวันที่ 31 ก.ค. 2569
นี่คือสถานการณ์ที่ยากที่สุด — เศรษฐกิจโตช้าลงหรือซบเซา แต่ข้าวของกลับยังแพงขึ้น (เงินเฟ้อสูง) เปรียบเหมือนรถติดหล่มแต่ค่าน้ำมันแพง ช่วงนี้หุ้นเจอปัญหากำไรบริษัทหด ส่วนพันธบัตรก็โดนเงินเฟ้อกัดกินผลตอบแทน จึงเป็นจังหวะที่ควร "ตั้งรับ" มากกว่าไล่ราคา
เหมือนกับเวลาที่เราเดินเข้าไปสำรวจสวนผักหลังบ้านตอนเช้า บางต้นกล้าเขียวชอุ่มกำลังแตกใบใหม่ บางต้นกลับเหี่ยวเฉาเพราะขาดน้ำหรือโดนแมลงรบกวน พอร์ตการลงทุนของเราก็เช่นกัน – มีสินทรัพย์บางประเภทที่กำลังเจริญเติบโตดี (แข็งแกร่ง) และบางประเภทที่ยังต้องรอฤดูหรือต้องดูแลให้มากขึ้น (อ่อนแอ)
เมื่อเราดูตัวเลขผลตอบแทนย้อนหลัง 1‑3‑6 เดือน จะเห็นว่าเงินกำลังไหลไปหาสินทรัพย์ที่ให้ผลตอบแทนบวกต่อเนื่อง เช่น โภคภัณฑ์ (I‑OIL) ที่ให้ผล +10% ในหนึ่งเดือนและ +15.9% ในหกเดือน รวมถึงกองทรัสต์เพื่อการลงทุนในอสังหาริมทรัพย์ (TTHREIT) ที่ให้ผล +3.2% ในหนึ่งเดือนและ +11.8% ในหกเดือน รวมถึงหุ้นยุโรป (K‑EUX) และหุ้นญี่ปุ่น (K‑JPX) ที่มีผลตอบแทนบวกอย่างต่อเนื่องในช่วงสามถึงหกเดือน นักลงทุนจึงมักมองว่าสินทรัพย์เหล่านี้กำลังได้รับความสนใจและมีเงินไหลเข้า เพราะมองว่ามีโอกาสเติบโตหรือให้ผลตอบแทนที่ดีในระยะสั้นถึงกลาง
ในทางตรงข้าม สินทรัพย์ที่มีผลตอบแทนติดลบหรือผันผวน เช่น หุ้นสหรัฐ (KKP US500‑UH FUND) ที่ติดลบ –0.7% ในหนึ่งเดือนและเพียง +7.4% ในหกเดือน หุ้นเทคสหรัฐ (KT‑NASDAQ) ที่ติดลบหนัก –7.2% ในหนึ่งเดือน แม้จะฟื้นบ้างในหกเดือน แต่ยังดูไม่มั่นคง รวมถึงหุ้นเกาหลี (SCBKEQTGFUND) ที่มีความผันผวนสูงมาก (‑20.2% ในหนึ่งเดือน แต่ +29.5% ในหกเดือน) หุ้นเวียดนาม (SCBVNALPHA) และคริปโต (KT‑BTCETFFOF‑UI) ก็อยู่ในภาวะอ่อนแอเช่นกัน สำหรับนักลงทุนนี้หมายความว่าสินทรัพย์เหล่านี้อาจต้องใช้เวลานานกว่าจะฟื้นตัว หรือมีความเสี่ยงที่จะสูญเสียเงินทุนได้หากต้องขายในช่วงที่ราคาตก
ถ้าเราอยากเลือกกองทุนไทยที่สะท้อนกลุ่มสินทรัพย์ที่กำลังแข็งแกร่ง เราสามารถยกตัวอย่างได้ดังนี้
- โภคภัณฑ์: I‑OIL (กองทุนน้ำมัน)
- อสังหา/REIT: TTHREIT (กองทรัสต์เพื่อการลงทุนในอสังหาริมทรัพย์)
- หุ้นไทย: K‑SET50 (กองทุนดัชนีSET50)
- หุ้นยุโรป: K‑EUX (กองทุนหุ้นยุโรป)
- หุ้นญี่ปุ่น: K‑JPX (กองทุนหุ้นญี่ปุ่น)
ส่วนกลุ่มที่ยังอ่อนแอและอาจต้องระมัดระวัง ได้แก่
- หุ้นสหรัฐ: KKP US500‑UH FUND
- หุ้นเทคสหรัฐ: KT‑NASDAQ
- หุ้นตลาดเกิดใหม่: K‑SEMQ
- หุ้นเกาหลี: SCBKEQTGFUND
- คริปโต: KT‑BTCETFFOF‑UI
- หุ้นเวียดนาม: SCBVNALPHA
- ทองคำ: SCBGOLDFUND (แม้จะเริ่มฟื้นตัวในระยะสั้น แต่ผลตอบแทนหกเดือนยังติดลบสูง)
และสำหรับสินทรัพย์ปลอดภัยเรามีกองตราสารหนี้ระยะสั้นถึงกลางอย่าง K‑GDBOND เป็นตัวอย่าง
มองไปข้างหน้า ภาวะเศรษฐกิจสหรัฐฯ ในขณะนี้ถูกอธิบายว่าเป็น “ชะงักงัน” (Stagflation) – เศรษฐกิจโตช้าหรือหยุดนิ่ง แต่ราคาสินค้ายังแพงขึ้นจากเงินเฟ้อสูง ในสถานการณ์เช่นนี้ หลักการเบื้องต้นคือการ ตั้งรับมากกว่าไล่ราคา โดยพิจารณาถือสินทรัพย์ที่มีความเสี่ยงต่ำและสภาพคล่องสูง เช่น กองตลาดเงิน (Money Market) หรือกองตราสารหนี้ระยะสั้น เพื่อรอให้ทิศทางเศรษฐกิจชัดเจนขึ้นก่อนค่อยกลับไปลงทุนในสินทรัพย์เสี่ยงสูง นอกจากนี้ การถือทองคำบางส่วนสามารถช่วยเป็นเกราะป้องกันเงินเฟ้อได้ เพราะทองคำมักรักษาค่ามูลค่าเมื่อเงินกระดาษลดค่า จากข้อมูลที่มี เราสามารถยกตัวอย่างกองทุนไทยที่สอดคล้องกับแนวทางนี้ได้ เช่น
- กองตราสารหนี้: K‑GDBOND (ให้ผลตอบแทนค่อนข้างคงที่และมีความเสี่ยงต่ำกว่าหุ้น)
- ทองคำ: SCBGOLDFUND (แม้ผลตอบแทนระยะหกเดือนยังติดลบ แต่ในภาวะเงินเฟ้อสูงทองคำมักถูกมองเป็นสินทรัพย์ป้องกันความเสี่ยง)
สำหรับกองตลาดเงินนั้น ในรายการข้อมูลที่ให้มาไม่มีชื่อกองเฉพาะ แต่หลักการคือเลือกกองที่เน้นลงทุนในตราสารหนี้ระยะสั้นมาก เช่น ตั๋วเงินคลังหรือเงินฝาก ซึ่งให้ผลตอบแทนต่ำแต่มีความเสี่ยงน้อยและสามารถถอนเงินได้เร็ว
สุดท้าย อยากเพิ่มมุมมองส่วนตัวว่า นอกจากตัวเลขเงินเฟ้อและการเติบโตเศรษฐกิจที่เราได้เห็นแล้ว ปัจจัยที่อาจส่งผลต่อทิศทางสินทรัพย์ในระยะถัดไปได้แก่นโยบายการเงินของธนาคารกลางสหรัฐ (เช่น การขึ้นหรือคงอัตราดอกเบี้ย) และสถานการณ์ด้านอุปทานของสินค้าโภคภัณฑ์ (เช่น ผลกระทบจากภูมิอากาศหรือความตึงเครียดทางการค้า) หากธนาคารกลางส่งสัญญาณว่าจะคงดอกเบี้ยไว้สูงเพื่อต่อสู้เงินเฟ้อ หุ้นและสินทรัพย์เสี่ยงอาจยังเผชิญแรงกดดัน ในขณะที่พันธบัตรระยะสั้นและเงินสดอาจให้ผลตอบแทนที่น่าสนใจขึ้นเรื่อยๆ ดังนั้น นักลงทุนควรหมั่นติดตาม
- ตัวเลขเงินเฟ้อ CPI และ PCE รายเดือน
- รายงานการประชุม FOMC และความเห็นของกรรมการเฟด
- ดัชนีผู้จัดการฝ่ายจัดซื้อ (PMI) ของภาคการผลิตและบริการ
- ราคาน้ำมันและโลหะมีค่าเป็นตัวชี้วัดแรงกดดันเงินเฟ้อจากฝั่งอุปทาน
การกระจายความเสี่ยงไปยังสินทรัพย์หลายประเภท ทั้งสินทรัพย์ปลอดภัยและสินทรัพย์ที่มีศักยภาพเติบโต จะช่วยให้พอร์ตของเราเหมือนสวนผักที่มีหลากหลายชนิด – บางต้นให้ผลเร็ว บางต้นต้องรอฤดู แต่รวมกันแล้วทำให้สวนเขียวชอุ่มตลอดปี.