📅 บทวิเคราะห์ตลาดประจำวันที่ 19 ส.ค. 2569
นี่คือสถานการณ์ที่ยากที่สุด — เศรษฐกิจโตช้าลงหรือซบเซา แต่ข้าวของกลับยังแพงขึ้น (เงินเฟ้อสูง) เปรียบเหมือนรถติดหล่มแต่ค่าน้ำมันแพง ช่วงนี้หุ้นเจอปัญหากำไรบริษัทหด ส่วนพันธบัตรก็โดนเงินเฟ้อกัดกินผลตอบแทน จึงเป็นจังหวะที่ควร "ตั้งรับ" มากกว่าไล่ราคา
เคยสงสัยไหมว่าทำไมบางช่วงเงินในกองทุนรวมดูเหมือนจะลอยไปกับสายฝนอ่อนๆ ขณะที่บางช่วงกลับเจอแดดจัดจนรู้สึกเหมือนทุกอย่างร้อนขึ้น แล้วบางครั้งก็มีลมพัดเปลี่ยนทิศทำให้เราต้องปรับใบเรือใหม่ ตอนนี้ภาพอากาศของตลาดโลกกำลังอยู่ในสภาวะที่เรียกว่า “ชะงักงัน” หรือ Stagflation ซึ่งเปรียบได้กับรถที่ติดหล่มแต่ค่าน้ำมันกลับแพงขึ้น เศรษฐกิจโตช้าหรือแทบไม่เติบโต แต่ราคาสินค้าและบริการยังคงปรับตัวสูง สถานการณ์แบบนี้ทำให้เงินทุนมักไหลออกจากสินทรัพย์ที่พึ่งพาการเติบโตของกำไรบริษัทอย่างหุ้น และหันไปหาที่พักพิงที่มีความเสี่ยงต่ำและสามารถแปลงเป็นเงินสดได้เร็ว เช่น กองตลาดเงินหรือตราสารหนี้ระยะสั้น บางส่วนก็เลือกถือทองคำเพื่อช่วยกันเงินเฟ้อได้บ้าง
เมื่อดูจากแผนที่สินทรัพย์ประจำวันที่ 18 สิงหาคม 2026 จะเห็นว่าหลายกลุ่มยังคงแสดงสัญญาณ “แข็งแกร่ง” ด้วยผลตอบแทน 6 เดือนที่เป็นบวกอย่างชัดเจน ได้แก่ หุ้นเกาหลี โภคภัณฑ์ หุ้นเทคสหรัฐ หุ้นสหรัฐ หุ้นญี่ปุ่น หุ้นโลก หุ้นยุโรป หุ้นตลาดเกิดใหม่ และหุ้นไทย ซึ่งทั้งหมดนี้มีผลตอบแทน 6 เดือนตั้งแต่ 3% ขึ้นไปถึงเกิน 30% ในบางกลุ่ม สิ่งนี้บอกว่าเงินยังคงไหลเข้าไปในสินทรัพย์เหล่านี้เพราะนักลงทุนมองว่ามีโอกาสเติบโตหรือได้รับประโยชน์จากปัจจัยเฉพาะ เช่น ความต้องการน้ำมันที่สูงขึ้น หรือการฟื้นตัวของภาคเทคโนโลยี ในทางตรงข้าม กลุ่มที่แสดงสถานะ “อ่อนแอ” หรือ “เริ่มฟื้นตัว” มีผลตอบแทน 6 เดือนติดลบหรือต่ำมาก เช่น ตราสารหนี้ หุ้นจีน หุ้นเวียดนาม คริปโต รวมถึงอสังหา/REIT ที่ยังมีโมเมนตัมแผ่ว ซึ่งสะท้อนว่าเงินทุนกำลังไหลออกจากสินทรัพย์เหล่านี้เนื่องจากความกังวลเรื่องอัตราดอกเบี้ย เงินเฟ้อที่ยังสูง หรือความไม่แน่นอนของเศรษฐกิจท้องถิ่น
ถ้ามองหากองทุนไทยที่เป็นตัวอย่างของกลุ่มที่แข็งแกร่ง ก็สามารถยกตัวอย่างได้หลายกอง เช่น SCBKEQTGFUND ที่เน้นหุ้นเกาหลี I-OIL ที่ลงทุนในโภคภัณฑ์ KT-NASDAQ ที่เน้นหุ้นเทคสหรัฐ KKP US500-UH FUND ที่ถือหุ้นสหรัฐ K-JPX สำหรับหุ้นญี่ปุ่น K-GLOBE สำหรับหุ้นโลก K-EUX สำหรับหุ้นยุโรป K-SEMQ สำหรับตลาดเกิดใหม่ และ KT-SET50 สำหรับหุ้นไทย ส่วนกลุ่มที่อ่อนแอมีตัวอย่างอย่างเช่น K-GDBONDUH (ตราสารหนี้) MCHEVO (หุ้นจีน) SCBVNALPHA (หุ้นเวียดนาม) และ KT-BTCETFFOF-UI (คริปโต) ซึ่งทั้งหมดนี้เป็นเพียงการแสดงให้เห็นว่ากองทุนแต่ละประเภทมีการเคลื่อนไหวแตกต่างกันไปตามสภาพแวดล้อมของตลาด
มองไปข้างหน้า ด้วยสภาวะเศรษฐกิจสหรัฐฯ ที่ยังคงอยู่ในช่วงชะงักงัน หลักการเบื้องต้นแนะนำให้เน้นการถือสินทรัพย์ที่มีความเสี่ยงต่ำและสภาพคล่องสูง เพื่อรอจังหวะที่เศรษฐกิจแสดงทิศทางชัดเจนก่อนค่อยกลับไปลงทุนในสินทรัพย์เสี่ยงสูง เช่น หุ้น หมวดที่มักทำผลงานดีในช่วงนี้ได้แก่ กองตลาดเงิน (Money Market) กองตราสารหนี้ระยะสั้น และการถือทองคำบางส่วนเพื่อช่วยกันเงินเฟ้อ ในข้อมูลที่มีให้เห็น กองทุนทองคำตัวอย่างอย่าง SCBGOLDFUND สามารถนำมาเป็นตัวอย่างของสินทรัพย์ที่มักถูกมองว่าเป็นที่พักพิงเมื่อเงินเฟ้อยังสูง ส่วนกองตราสารหนี้แม้จะมีบางตัวที่แสดงสัญญาณอ่อนแออย่าง K-GDBONDUH แต่หลักการโดยรวมของการเลือกตราสารหนี้ระยะสั้นยังคงเป็นทางเลือกที่เหมาะสมเพื่อลดความผันผวนจากการปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ย สำหรับกองตลาดเงินนั้นแม้ไม่มีชื่อกองเฉพาะในข้อมูล แต่หลักการคือการเลือกกองที่ลงทุนในตราสารหนี้ระยะสั้นที่มีคุณภาพสูงและสามารถไถ่ถอนได้ภายในไม่กี่เดือน เพื่อให้เงินยังคงพร้อมใช้เมื่อโอกาสการลงทุนใหม่ปรากฏขึ้น
ตัวเลขเศรษฐกิจที่ควรจับตาในช่วงนี้มีหลายตัว แต่ที่สำคัญและมีผลต่อกองทุนรวมอย่างชัดเจน ได้แก่ 1) ประชุม FOMC ที่จะเผยแพร่รายงานการประชุม (Meeting Minutes) ในวันพฤหัสบดีเวลา 01:00 น. ซึ่งตลาดคาดว่าจะมีการส่งสัญญาณว่าธนาคารกลางสหรัฐฯ อาจพิจารณาปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยต่อไปหรือเริ่มชะลอการขึ้น หากรายงานออกมาสูงกว่าคาด (หมายถึงมีแนวโน้มขึ้นดอกเบี้ยมากกว่าที่คาด) โดยหลักการแล้วกองตราสารหนี้อาจเผชิญแรงกดดันเพราะราคาพันธบัตรมักลดลงเมื่ออัตราดอกเบี้ยเพิ่มขึ้น ในทางกลับกันกองทุนหุ้นอาจได้รับผลกระทบเชิงลบจากต้นทุนการกู้ยืมที่สูงขึ้น ส่วนกองทองคำมักถูกมองว่าเป็นสินทรัพย์ที่ช่วยป้องกันความเสี่ยงจากอัตราดอกเบี้ยจริงที่ลดลง จึงอาจได้รับแรงหนุน 2) ดัชนีการผลิต Philly Fed Manufacturing Index ในวันพฤหัสบดีเวลา 19:30 น. ตลาดคาดว่าจะออกมาที่ 24.1 ซึ่งลดลงจากครั้งก่อนที่ 41.4 หากตัวเลขออกมาต่ำกว่าคาด หมายถึงกิจกรรมการผลิตในภาคการผลิตของสหรัฐฯ อ่อนแอลง ซึ่งอาจส่งผลให้กองหุ้น โดยเฉพาะกลุ่มที่พึ่งพาการผลิตและการส่งออก เผชิญแรงกดดันในระยะสั้น ขณะที่กองตราสารหนี้อาจได้รับประโยชน์จากความคาดหวังว่าธนาคารกลางอาจชะลอการขึ้นดอกเบี้ย 3) จำนวนผู้ขอรับสวัสดิการว่างงาน (Unemployment Claims) ในวันเดียวกันเวลา 19:30 น. ตลาดคาดว่าจะอยู่ที่ 210K ซึ่งใกล้เคียงกับครั้งก่อนที่ 209K หากตัวเลขออกมาสูงกว่าคาด (หมายถึงมีคนว่างงานเพิ่มมากกว่าที่คาด) อาจบ่งชี้ว่าตลาดแรงงานเริ่มแสดงสัญญาณอ่อนแอ ซึ่งอาจทำให้กองหุ้น โดยเฉพาะกลุ่มที่อ่อนไหวต่อการบริโภค มีความเสี่ยงเพิ่มขึ้น ในขณะที่กองตราสารหนี้อาจถูกมองว่าปลอดภัยมากขึ้นเนื่องจากความคาดหวังว่าธนาคารกลางอาจต้องผ่อนคลายนโยบายการเงินเพื่อพยุงเศรษฐกิจ
จากตัวเลขเศรษฐกิจชุดนี้ นอกเหนือจากกรอบทฤษฎีที่พูดถึงภาวะชะงักงันและการถือสินทรัพย์ปลอดภัยแล้ว ยังมีประเด็นที่ควรจับตาเพิ่มเติม เช่น ทิศทางนโยบายของธนาคารกลางยุโรป (ECB) ที่กำลังมีการกล่าวสุนทรพจน์ของประธาน Lagarde ในวันพุธซึ่งอาจให้เบาะแสเกี่ยวกับการปรับอัตราดอกเบี้ยในยูโรโซน หาก ECB ส่งสัญญาณว่าจะชะลอการขึ้นดอกเบี้ยเนื่องจากเศรษฐกิจยูโรโซนอ่อนแอ อาจส่งผลให้กองหุ้นยุโรปและกองตราสารหนี้ยูโรได้รับแรงหนุนจากความคาดหวังว่าต้นทุนการกู้ยืมจะลดลง ขณะเดียวกัน ความไม่แน่นอนเกี่ยวกับอุปทานสินค้าโภคภัณฑ์ เช่น น้ำมันหรือโลหะมีค่า ยังคงเป็นปัจจัยที่สามารถทำให้ราคาสินค้าโภคภัณฑ์ผันผวน ซึ่งจะกระทบต่อกองทุนที่เน้นโภคภัณฑ์อย่าง I-OIL โดยตรง ดังนั้น ในช่วงถัดไปนักลงทุนควรหมั่นติดตามข่าวสารเกี่ยวกับการประชุมธนาคารกลางหลัก รายงานภาคการผลิตและตลาดแรงงาน รวมถึงการพัฒนาของเหตุการณ์ทางภูมิรัฐศาสตร์ที่อาจส่งผลต่อราคาสินค้าโภคภัณฑ์และอัตราแลกเปลี่ยนโดยอ้อม เพื่อให้สามารถปรับสัดส่วนการลงทุนในกองทุนรวมให้สอดคล้องกับสภาพอากาศของตลาดที่เปลี่ยนแปลงไปได้อย่างทันท่วงที.