📅 บทวิเคราะห์ตลาดประจำวันที่ 8 ส.ค. 2569
นี่คือสถานการณ์ที่ยากที่สุด — เศรษฐกิจโตช้าลงหรือซบเซา แต่ข้าวของกลับยังแพงขึ้น (เงินเฟ้อสูง) เปรียบเหมือนรถติดหล่มแต่ค่าน้ำมันแพง ช่วงนี้หุ้นเจอปัญหากำไรบริษัทหด ส่วนพันธบัตรก็โดนเงินเฟ้อกัดกินผลตอบแทน จึงเป็นจังหวะที่ควร "ตั้งรับ" มากกว่าไล่ราคา
เคยไหมครับ? เวลาเราตั้งใจจะออกไปเที่ยวต่างจังหวัด แต่พอถึงเวลาเดินทางจริง รถกลับติดแหง็กอยู่บนถนน แถมค่าน้ำมันก็พุ่งสูงขึ้นจนกระเป๋าเงินเบาหวิว สถานการณ์แบบนี้แหละครับที่นักลงทุนกำลังเจออยู่ เพราะตอนนี้เศรษฐกิจฝั่งสหรัฐฯ กำลังอยู่ในสภาวะ "ชะงักงัน" หรือที่ภาษาทางการเขาเรียกว่า Stagflation พูดง่ายๆ คือเศรษฐกิจมันเดินหน้าช้าเหมือนรถติดหล่ม แต่ข้าวของกลับแพงขึ้นเรื่อยๆ ทำให้การวางแผนเดินทาง (หรือการลงทุน) ในช่วงนี้ต้องระมัดระวังเป็นพิเศษครับ
ถ้าเรากางแผนที่ดูภาพรวมตอนนี้ จะเห็นว่าเงินกำลังไหลไปหาโซนที่ "คึกคัก" หรือให้ผลตอบแทนสูงเป็นพิเศษ โดยเฉพาะกลุ่มหุ้นในหลายภูมิภาคที่ยังดูแข็งแกร่ง ไม่ว่าจะเป็นหุ้นไทย หุ้นสหรัฐฯ หุ้นญี่ปุ่น หุ้นยุโรป หรือแม้แต่หุ้นเทคโนโลยีสหรัฐฯ ที่พุ่งแรงมากในช่วงครึ่งปีที่ผ่านมา นอกจากนี้กลุ่มโภคภัณฑ์ (เช่น น้ำมัน) ก็ยังให้ผลตอบแทนที่น่าตื่นเต้นในช่วง 6 เดือนที่ผ่านมาด้วย การที่สินทรัพย์เหล่านี้ "แข็งแกร่ง" หมายความว่าถ้าเราถือไว้ ผลตอบแทนที่ได้รับก็ดูจะเติบโตได้ดีกว่าสินทรัพย์ประเภทอื่นในขณะนี้ครับ
แต่ในทางกลับกัน โซนที่เงียบเหงาและดู "อ่อนแอ" ก็มีให้เห็นเหมือนกัน โดยเฉพาะกลุ่มหุ้นในตลาดเกิดใหม่ เช่น หุ้นเวียดนาม ที่ดูเหมือนจะยังเหนื่อยอยู่ รวมถึงหุ้นเกาหลีที่ช่วงหลังๆ เริ่มแผ่วลงไปบ้าง รวมถึงกลุ่มตราสารหนี้ที่ดูเหมือนจะสู้เงินเฟ้อไม่ได้ ทำให้ผลตอบแทนดูไม่ค่อยน่าดึงดูดใจนัก ซึ่งการที่สินทรัพย์กลุ่มนี้ "อ่อนแอ" เป็นสัญญาณบอกเราว่า ความเสี่ยงอาจจะสูงกว่าผลตอบแทนที่ได้รับ หรืออาจจะยังไม่มีแรงส่งให้ราคาวิ่งขึ้นไปได้ในเร็วๆ นี้ครับ
สำหรับใครที่อยากลองศึกษาดูว่าในไทยมีกองทุนไหนที่ไปลงทุนในโซนเหล่านี้บ้าง ตัวอย่างเช่น ถ้าอยากเกาะกระแสหุ้นเทคโนโลยีสหรัฐฯ ก็จะมีกองทุนอย่าง KT-NASDAQ หรือถ้าสนใจหุ้นโลกก็มี K-GLOBE ส่วนถ้าอยากดูโซนที่กำลังเริ่มฟื้นตัวอย่างหุ้นจีนก็จะมี MCHEVO หรือถ้าอยากดูกลุ่มทองคำเพื่อป้องกันความเสี่ยงก็มี SCBGOLDFUND ครับ (นี่เป็นเพียงการยกตัวอย่างชื่อกองทุนเพื่อให้เห็นภาพตามแผนที่เท่านั้นนะครับ ไม่ใช่การชี้ชวนให้ซื้อ)
มองไปข้างหน้า เมื่อดูจากสภาวะเศรษฐกิจที่เหมือนรถติดหล่มแต่ค่าน้ำมันแพงแบบนี้ ตามหลักการแล้วนักลงทุนมักจะเน้น "การตั้งรับ" มากกว่าการวิ่งไล่ตามกำไรที่ผันผวนครับ ในช่วงที่เศรษฐกิจไม่แน่นอนและเงินเฟ้อสูง การพิจารณากองทุนประเภท "ตลาดเงิน" (Money Market) หรือ "ตราสารหนี้ระยะสั้น" ที่มีความเสี่ยงต่ำและสภาพคล่องสูง (ถอนออกมาใช้ได้ง่าย) เพื่อถือเงินสดไว้รอจังหวะ หรือการแบ่งเงินไปไว้ใน "ทองคำ" เพื่อช่วยป้องกันความเสี่ยงจากเงินเฟ้อ ก็เป็นแนวทางที่นักลงทุนเชิงหลักการมักจะใช้กันในช่วงที่เศรษฐกิจยังไม่ชัดเจนครับ ทั้งนี้ต้องจำไว้ว่านี่เป็นการวิเคราะห์ตามสถิติและทฤษฎี ไม่ใช่การรับประกันผลตอบแทน และการกระจายความเสี่ยงคือหัวใจสำคัญเสมอครับ
สุดท้ายนี้ มีประเด็นหนึ่งที่อยากให้สังเกตเพิ่มเติมคือ "นโยบายดอกเบี้ยของธนาคารกลาง" ครับ เพราะในสภาวะที่เศรษฐกิจชะงักแต่เงินเฟ้อสูง ธนาคารกลางจะทำงานลำบากมาก ถ้าขึ้นดอกเบี้ยเพื่อสู้เงินเฟ้อ เศรษฐกิจก็อาจจะยิ่งซบเซา แต่ถ้าไม่ขึ้นดอกเบี้ย เงินเฟ้อก็อาจจะคุมไม่อยู่ ดังนั้นสิ่งที่ต้องจับตาดูอย่างใกล้ชิดคือ "ตัวเลขการจ้างงาน" และ "ตัวเลขเงินเฟ้อรายเดือน" ครับ เพราะถ้าตัวเลขเหล่านี้ออกมาขัดแย้งกัน ทิศทางของสินทรัพย์ทุกตัวในแผนที่นี้อาจจะเปลี่ยนทิศทางได้ทันทีเหมือนการเปลี่ยนเส้นทางเดินรถกะทันหันเลยทีเดียวครับ