📅 บทวิเคราะห์ตลาดประจำวันที่ 16 ส.ค. 2569
นี่คือสถานการณ์ที่ยากที่สุด — เศรษฐกิจโตช้าลงหรือซบเซา แต่ข้าวของกลับยังแพงขึ้น (เงินเฟ้อสูง) เปรียบเหมือนรถติดหล่มแต่ค่าน้ำมันแพง ช่วงนี้หุ้นเจอปัญหากำไรบริษัทหด ส่วนพันธบัตรก็โดนเงินเฟ้อกัดกินผลตอบแทน จึงเป็นจังหวะที่ควร "ตั้งรับ" มากกว่าไล่ราคา
ช่วงที่เห็นการเปลี่ยนแปลงชัดเจนที่สุดคือหุ้นเกาหลีที่ให้ผลตอบแทนถึง 34.2% ในหกเดือนที่ผ่านมา ซึ่งถือว่าแข็งแกร่งมากเมื่อเทียบกับสินทรัพย์อื่นๆ ในขณะเดียวกันกองทุนคริปโตที่อยู่ในข้อมูลกลับแสดงผลติดลบประมาณ 9.8% ในระยะหกเดือน จึงเป็นตัวอย่างของสินทรัพย์ที่อ่อนแอในช่วงนี้
เมื่อสินทรัพย์ใดแสดงผลตอบแทนบวกสูงต่อเนื่อง นักลงทุนมักจะส่งเงินเข้าไปในกองทุนนั้นมากขึ้น เพราะคาดหวังว่าจะได้รับผลกำไรต่อไป ในทางตรงข้าม สินทรัพย์ที่ให้ผลติดลบหรือเติบโตช้ามักจะมีเงินไหลออกบ้าง เนื่องจากนักลงทุนเริ่มลดความเสี่ยงหรือรอจังหวะที่ดีกว่า ซึ่งการไหลเข้า‑ไหลออกนี้สามารถสังเกตได้จากสถานะ “แข็งแกร่ง” หรือ “อ่อนแอ” ที่กำกับอยู่ในข้อมูล
สินทรัพย์ที่แข็งแกร่งได้แก่ หุ้นเกาหลี หุ้นเทคสหรัฐ หุ้นญี่ปุ่น โภคภัณฑ์ หุ้นสหรัฐ หุ้นยุโรป หุ้นโลก อสังหา/REIT และหุ้นตลาดเกิดใหม่ ซึ่งสะท้อนว่าตลาดมองว่าบริษัทในกลุ่มเหล่านี้มีแนวโน้มทำกำไรดี หรือได้รับแรงหนุนจากปัจจัยภายนอก เช่น การฟื้นตัวของอุปสงค์สินค้าโภคภัณฑ์ ส่วนสินทรัพย์ที่อ่อนแอได้แก่ ตราสารหนี้ หุ้นจีน หุ้นเวียดนาม คริปโต และทองคำที่ยังเริ่มฟื้นตัว ซึ่งบ่งบอกว่าผู้ลงทุนอาจกำลังระมัดระวังกับความเสี่ยงด้านเศรษฐกิจ เงินเฟ้อ หรือปัญหาเฉพาะภูมิภาค
จากรายชื่อกองทุนไทยที่ให้ไว้เป็นตัวอย่าง เราสามารถเห็นว่ากองทุนหุ้นเกาหลีอย่าง SCBKEQTGFUND กองทุนหุ้นเทคสหรัฐอย่าง KT-NASDAQ กองทุนโภคภัณฑ์อย่าง I-OIL และกองทุนหุ้นญี่ปุ่นอย่าง K-JPX อยู่ในกลุ่มที่แข็งแกร่ง ส่วนกองทุนคริปโตอย่าง KT-BTCETFFOF-UI กองทุนหุ้นเวียดนามอย่าง SCBVNALPHA และกองทุนตราสารหนี้อย่าง K-GDBONDUH อยู่ในกลุ่มที่อ่อนแอ ชื่อเหล่านี้ใช้เพื่อแสดงให้เห็นว่ากองทุนแต่ละประเภทสอดคล้องกับทิศทางของสินทรัพย์พื้นฐาน ไม่ใช่การแนะนำให้ซื้อหรือขายใดๆ
ในภาวะเศรษฐกิจสหรัฐที่อยู่ในช่วง “ชะงักงัน” คือเศรษฐกิจเติบโตช้าหรือหยุดนิ่ง แต่เงินเฟ้อยังสูง ทฤษฎีมักแนะนำให้เน้นการถือสินทรัพย์ความเสี่ยงต่ำและมีสภาพคล่องสูง เช่น กองตลาดเงินหรือกองตราสารหนี้ระยะสั้น เพื่อรอให้สัญญาณเศรษฐกิจชัดเจนขึ้นก่อนค่อยกลับไปลงทุนในหุ้น ทองคำบางส่วนก็อาจช่วยป้องกันเงินเฟ้อได้ แม้ในข้อมูลจะเห็นว่ากองทองคำ SCBGOLDFUND ยังเริ่มฟื้นตัว แต่หลักการคือการกระจายความเสี่ยงไปยังหลายประเภทสินทรัพย์เพื่อลดผลกระทบจากความไม่แน่นอน
ตัวเลขเศรษฐกิจที่ควรจับตาในสัปดาห์นี้มีอยู่สองสามตัวที่สำคัญ ได้แก่ Prelim UoM Inflation Expectations (ความคาดหวังเงินเฟ้อของผู้บริโภค) ที่ตลาดคาดว่าจะออกมาใกล้เคียงกับครั้งก่อนที่ 4.2% หากออกมาสูงกว่าคาดอาจส่งผลให้กองทุนตราสารหนี้เผชิญแรงกดดันเพราะผลตอบแทนจริงอาจลดลง ในทางกลับกันหากออกมาต่ำกว่าคาดอาจช่วยบรรเทาความกังวลเรื่องเงินเฟ้อและเป็นผลดีต่อกองทุนหุ้นที่มีความไวต่อต้นทุน ประการที่สองคือ Prelim UoM Consumer Sentiment (ดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภค) ที่ตลาดคาดประมาณ 54.7 เทียบกับครั้งก่อน 54.4 หากดัชนีออกมาสูงกว่าคาดอาจบ่งชี้ว่าผู้บริโภคยังพร้อมใช้จ่าย ซึ่งมักเป็นข่าวดีสำหรับกองทุนหุ้น โดยเฉพาะกลุ่มที่พึ่งพาการบริโภคภายในประเทศ สุดท้ายคือ Retail Sales m/m (ยอดขายปลีกรายเดือน) ที่ตลาดคาด 0.1% เทียบกับครั้งก่อน 0.2% หากตัวเลขออกมาสูงกว่าคาดอาจสะท้อนว่าการใช้จ่ายยังมีแรงหนุน ส่งผลบวกต่อกองทุนหุ้นและกองทุนที่ลงทุนในบริษัทค้าปลีก หากออกมาต่ำกว่าคาดอาจเพิ่มความกังวลว่าการเติบโตทางเศรษฐกิจอาจชะลอตัว ซึ่งมักทำให้นักลงทุนหันไปสนใจสินทรัพย์ปลอดภัยมากขึ้น
จากตัวเลขที่เห็น ผมคิดว่าประเด็นที่ยังไม่ได้พูดถึงในกรอบทฤษฎีเบื้องต้นคือทิศทางนโยบายอัตราดอกเบี้ยของธนาคารกลางสหรัฐ ซึ่งแม้จะไม่ได้ระบุไว้ชัดเจนในข้อมูล แต่การขึ้นหรือคงอัตราดอกเบี้ยมีผลโดยตรงต่อต้นทุนการกู้ยืมของบริษัทและความน่าดึงดูดของตราสารหนี้ หากธนาคารกลางส่งสัญญาณว่าจะคงอัตราดอกเบี้ยไว้สูงต่อไป อาจทำให้กองทุนตราสารหนี้ระยะสั้นยังคงเป็นทางเลือกที่ปลอดภัย ในขณะที่กองทุนหุ้นอาจต้องเผชิญกับแรงกดดันจากต้นทุนทางการเงินที่สูงขึ้น ดังนั้นนอกจากการดูตัวเลขเงินเฟ้อและยอดขายแล้ว นักลงทุนควรติดตามข่าวการประชุมของธนาคารกลางและสัญญาณเกี่ยวกับนโยบายการเงินในเดือนข้างหน้า เพื่อประเมินว่าสินทรัพย์ประเภทใดจะได้รับผลกระทบมากน้อยเพียงใด และยังคงยึดหลักการกระจายความเสี่ยงเป็นหัวใจสำคัญในการจัดพอร์ตในช่วงที่เศรษฐกิจยังไม่ชัดเจน.