📅 บทวิเคราะห์ตลาดประจำวันที่ 21 ก.ย. 2569
นี่คือสถานการณ์ที่ยากที่สุด — เศรษฐกิจโตช้าลงหรือซบเซา แต่ข้าวของกลับยังแพงขึ้น (เงินเฟ้อสูง) เปรียบเหมือนรถติดหล่มแต่ค่าน้ำมันแพง ช่วงนี้หุ้นเจอปัญหากำไรบริษัทหด ส่วนพันธบัตรก็โดนเงินเฟ้อกัดกินผลตอบแทน จึงเป็นจังหวะที่ควร "ตั้งรับ" มากกว่าไล่ราคา
คืนที่ผ่านมาตลาดโลกเกิดการผันผวนพอสมควร โดยดัชนีหุ้นสหรัฐยังคงแกว่งตัวลงเป็นสัปดาห์ที่สามติดต่อกัน ขณะที่ราคาน้ำมันทรงตัวเพราะปัญหาท่อส่งซาอุดิอาระเบียส่งผลกระทบน้อยกว่าที่คาด ตลาดพันธบัตรสหรัฐปรับตัวสูงขึ้นหลังสัปดาห์ที่วุ่นวาย ส่วนราคาทองคำปรับขึ้นเป็นสัปดาห์ที่สองจากราคาน้ำมันที่ผ่อนคลายลง ภาพเหล่านี้สอดคล้องกับแผนที่สินทรัพย์ที่เราเห็นในสัปดาห์นี้ เพราะสินทรัพย์ที่มีการปรับตัวขึ้นอย่างแข็งแกร่ง เช่น กลุ่มโภคภัณฑ์ (นำโดย I-OIL) และคริปโต (KT-BTCETFFOF-UI) ดูเหมือนจะรับข่าวดีเรื่องราคาน้ำมันที่มีเสถียรภาพ ขณะที่สินทรัพย์ที่ปรับตัวลงหรืออ่อนค่าอย่าง ทองคำ (SCBGOLDFUND) และตราสารหนี้ (K-GDBONDUH) กลับถูกกดดันจากความกังวลเรื่องภาวะเงินเฟ้อสูงและผลตอบแทนพันธบัตรที่ปรับสูงขึ้น
จากตัวเลขผลตอบแทนรายเดือนและราย 3‑6 เดือน สินทรัพย์ที่แข็งแกร่งที่สุดตอนนี้ได้แก่กลุ่มโภคภัณฑ์ ซึ่งทำผลงานได้ดีทั้งในแง่การเติบโตของปริมาณเงินทุน (1M 7.1%, 3M 19.2%, 6M 13.8%) และยังถูกมองว่าเป็นสินทรัพย์ที่ยังมีความต้องการสูง ขณะที่สินทรัพย์ที่อ่อนแอที่สุดคือ ทองคำ ซึ่งกำลังแสดงสัญญาณปรับตัวลงทั้งในแง่ราคาและปริมาณการซื้อขาย (1M -3.1%, 3M 3.6%, 6M -3%) สะท้อนว่านักลงทุนกำลังลดสัดส่วนการถือครองสินทรัพย์ที่� traditionally เป็นตัวป้องกันความเสี่ยงนี้ เนื่องจากภาวะเงินเฟ้อยังคงอยู่และตลาดคาดหวังผลตอบแทนจากสินทรัพย์อื่นที่สูงกว่า สินทรัพย์ที่อยู่ "ในกลาง" เช่น หุ้นอเมริกันและหุ้นทั่วโลกมีโมเมนตัมแผ่วๆ ซึ่งบ่งชี้ว่ามีเงินทุนไหลเข้าน้อยกว่าก่อนหน้านี้
สินทรัพย์ที่แข็งแกร่งมักจะมีเงินไหลเข้ามากกว่าสินทรัพย์ที่อ่อนแอ เพราะผลตอบแทนที่ดีดึงดูดความสนใจจากนักลงทุน ในทางกลับกัน สินทรัพย์ที่อ่อนแอมักเผชิญกับการไหลออกของเงินทุนเนื่องจากผลตอบแทนที่ต่ำกว่าและความกังวลเกี่ยวกับแนวโน้มในอนาคต ภาพที่เราเห็นในกราฟจึงสอดคล้องกับพฤติกรรมนี้: กลุ่มโภคภัณฑ์และคริปโตมีสัญญาณซื้อที่แข็งแกร่ง ขณะที่ทองคำและตราสารหนี้ระยะยาวมีแรงขายต่อเนื่อง นอกจากนี้ หุ้นตลาดเกิดใหม่และหุ้นเวียดนามยังแสดงสัญญาณฟื้นตัวเล็กน้อย แต่ยังห่างไกลจากความแข็งแกร่งของหุ้นอเมริกันและหุ้นญี่ปุ่น ซึ่งยังคงมีโมเมนตัมแผ่วๆ
ในแง่ของการวางแผนการลงทุน ภาวะเศรษฐกิจสหรัฐฯ ในปัจจุบันกำลังอยู่ในช่วงที่ยากลำบากที่สุดของวัฏจักรตลาด: สถานการณ์ "ชะงักงัน" (Stagflation) ที่เศรษฐกิจโตช้าแต่ข้าวของยังแพง ทำให้เป็นช่วงที่ควร "ตั้งรับ" มากกว่าไล่ตามราคา การถือครองเงินสดหรือกองทุนตลาดเงินจึงมักจะปลอดภัยกว่าเพื่อรอจังหวะที่เศรษฐกิจชัดเจนขึ้น กองทุนตราสารหนี้ระยะสั้นก็เป็นทางเลือกที่ช่วยลดความผันผวนได้ ขณะที่ทองคำบางส่วนยังสามารถช่วยป้องกันการกัดกร่อนของมูลค่าจากเงินเฟ้อได้ ตัวอย่างกองทุนไทยที่สอดคล้องกับมุมมองนี้ ได้แก่ กองตลาดเงิน (หากมีในข้อมูล แต่ไม่ได้ให้ไว้) และกองตราสารหนี้ระยะสั้น (K-GDBONDUH) นอกจากนี้ กองทุนทองคำ (SCBGOLDFUND) ยังคงเป็นตัวเลือกที่ช่วยกระจายความเสี่ยงได้ แม้ว่าจะอ่อนแอในระยะสั้น นักลงทุนควรพิจารณากระจายการลงทุนในหลายกลุ่มตามหลักการเพื่อลดความเสี่ยงจากภาวะตลาดที่ซับซ้อนนี้
ตัวเลขเศรษฐกิจที่ต้องจับตาช่วงนี้ ได้แก่ การกล่าวสุนทรพจน์ของ ECB President Lagarde ทั้งวันจันทร์และวันอังคาร ซึ่งมักจะส่งผลต่อค่าเงินยูโรและตลาดตราสารหนี้ยุโรป ตลาดคาดการณ์ว่าเธอจะพูดถึงทิศทางนโยบายการเงิน โดยครั้งแรกวันที่ 22:00 น. และครั้งที่สองวันที่ 18:00 น. ในวันอังคาร ตัวเลขถัดไปคือ French Flash Manufacturing PMI (คาดที่ 50.9 เทียบกับ 51.5 ก่อนหน้า) และ German Flash Services PMI (คาดที่ 49.9 เทียบกับ 48.5 ก่อนหน้า) หากตัวเลขทั้งสองออกมาสูงกว่าคาด แสดงว่าเศรษฐกิจยุโรปกำลังฟื้นตัว ซึ่งน่าจะหนุนหุ้นยุโรป (K-EUX) แต่ถ้าออกมาต่ำกว่าคาด อาจทำให้เกิดความกังวลและกดดันกองทุนตราสารหนี้ในภูมิภาค นอกจากนี้ ตัวเลข US Unemployment Claims (คาดที่ 201K เทียบกับ 196K ก่อนหน้า) ก็เป็นอีกตัวที่สำคัญ: หากจำนวนผู้ขอรับสวัสดิการสูงกว่าคาด แสดงว่าตลาดแรงงานสหรัฐฯ อ่อนตัวลง ซึ่งอาจกดดันหุ้นสหรัฐฯ (KKP US500-UH FUND) และทำให้กองทุนตราสารหนี้สหรัฐฯ (K-GDBONDUH) มีความเสี่ยงด้านผลตอบแทนที่สูงขึ้น
จากข้อมูลเหล่านี้ ยังมีปัจจัยอื่นที่กรอบทฤษฎีข้างต้นไม่ได้พูดถึงอย่างเต็มที่: แนวโน้มนโยบายธนาคารกลางกลางทั่วโลกที่ยังคงแตกต่างกัน (Fed, ECB, BOJ) สามารถสร้างความไม่แน่นอนในระยะสั้นได้ นอกจากนี้ สถานการณ์ภูมิรัฐศาสตร์ที่ส่งผลต่อการผลิตน้ำมันและราคาสินค้าโภคภัณฑ์ก็อาจเป็นตัวขับเคลื่อนตลาดที่สำคัญเช่นกัน นักลงทุนในช่วงนี้ควรจับตาทั้งปฏิทินการประชุมนโยบายของธนาคารกลางและข่าวสารที่เกี่ยวข้องกับห่วงโซ่อุปทาน นอกจากนี้ การเปลี่ยนแปลงกฎระเบียบหรือภาษีใหม่ๆ ในประเทศตลาดเกิดใหม่ก็อาจส่งผลต่อกองทุนหุ้นในภูมิภาค (K-SEMQ, SCBVNALPHA) ดังนั้น การติดตามทั้งตัวเลขมหภาคและสัญญาณจากธนาคารกลางน่าจะช่วยให้นักลงทุนปรับกลยุทธ์ได้ทันกับสภาวะตลาดที่ยังคงเปราะบางนี้