📅 บทวิเคราะห์ตลาดประจำวันที่ 9 ส.ค. 2569
นี่คือสถานการณ์ที่ยากที่สุด — เศรษฐกิจโตช้าลงหรือซบเซา แต่ข้าวของกลับยังแพงขึ้น (เงินเฟ้อสูง) เปรียบเหมือนรถติดหล่มแต่ค่าน้ำมันแพง ช่วงนี้หุ้นเจอปัญหากำไรบริษัทหด ส่วนพันธบัตรก็โดนเงินเฟ้อกัดกินผลตอบแทน จึงเป็นจังหวะที่ควร "ตั้งรับ" มากกว่าไล่ราคา
(นั่งจิบกาแฟ แล้วหันมามองหน้าเรา)
ลองนึกดูนะ... เคยไหม? วันที่เราตั้งใจจะออกไปเที่ยวต่างจังหวัด แต่พอขับรถไปได้ไม่กี่กิโลฯ รถดันมาติดแหง็กอยู่กลางทาง แถมค่าน้ำมันก็แพงขึ้นกว่าเมื่อวานอีก จะไปต่อก็ไม่ได้ จะถอยกลับก็เสียดายเวลา เหมือนชีวิตช่วงนี้เลย คือเศรษฐกิจมันกำลัง "ชะงักงัน" คือมันไม่ค่อยวิ่งไปไหนแต่ของก็แพงขึ้นเรื่อยๆ ซึ่งสถานการณ์แบบนี้แหละที่ทำให้การเลือก "ตะกร้า" หรือกองทุนที่เราเอาเงินไปวางไว้ มันสำคัญมากเป็นพิเศษ
ถ้าดูจากตัวเลขตอนนี้ เห็นความต่างชัดเจนเลยนะ ฝั่งที่ "มาแรง" หรือที่นักลงทุนกำลังแห่เงินไปใส่กัน คือพวก "หุ้น" ในหลายๆ ตลาด โดยเฉพาะหุ้นเทคโนโลยีของอเมริกา (อย่างพวกกอง KT-NASDAQ) หรือหุ้นญี่ปุ่น (K-JPX) ที่ดูเหมือนคนกำลังตื่นเต้นกับมันมาก เพราะผลตอบแทนย้อนหลัง 6 เดือนพุ่งขึ้นสูงมาก สวนทางกับฝั่งที่ "ซึม" อย่างพวกหุ้นเวียดนาม (SCBVNALPHA) ที่ราคาตกลงเรื่อยๆ หรือแม้แต่ทองคำ (SCBGOLDFUND) ที่ช่วง 6 เดือนที่ผ่านมายังดูเหนื่อยๆ อยู่เลย ความหมายก็คือ ตอนนี้เงินมันกำลังไหลไปหาจุดที่คนเชื่อว่าจะทำกำไรได้เร็ว แต่ในขณะเดียวกันมันก็มีบางอย่างที่คนเริ่มถอยออกมาเหมือนกัน
ถามว่า "แข็งแกร่ง" กับ "อ่อนแอ" มันบอกอะไรเรา? จริงๆ มันคือสัญญาณบอกความเชื่อมั่นของคนในตลาดนั่นแหละ ถ้าสินทรัพย์ไหนแข็งแกร่ง (เช่น หุ้นโลก K-GLOBE หรืออสังหาฯ TTHREIT) แปลว่าคนเริ่มมั่นใจว่ามันจะโตต่อ แต่ถ้าตัวไหนอ่อนแอ (เช่น ตราสารหนี้ K-GDBOND หรือหุ้นเวียดนาม) มันคือสัญญาณเตือนว่าคนกำลังกังวลและพยายามดึงเงินออกเพื่อไปหาที่ที่ปลอดภัยกว่า ซึ่งตอนนี้เศรษฐกิจโลกมันเหมือนรถติดหล่มอย่างที่พี่บอกไปตอนแรกนั่นแหละ
ทีนี้มองไปข้างหน้า ถ้าเราไม่อยากขับรถฝ่าหล่มไปเสี่ยงล่ะ? ตามหลักการแล้ว ในช่วงที่เศรษฐกิจโตช้าแต่ของแพง (Stagflation) แบบนี้ นักลงทุนมักจะเปลี่ยนกลยุทธ์จาก "สายลุย" มาเป็น "สายตั้งรับ" แทน คือแทนที่จะไปไล่ซื้อหุ้นที่ราคากำลังพุ่งแรงๆ เราอาจจะหันมามองกองทุนประเภทที่ปลอดภัยกว่า เช่น กองทุนตลาดเงิน (Money Market) หรือตราสารหนี้ระยะสั้น เพื่อพักเงินไว้ก่อน หรืออาจจะแบ่งไปถือทองคำบางส่วนเพื่อป้องกันความเสี่ยงจากเงินเฟ้อ (เพราะเวลาเงินเฟ้อมา ทองคำมักจะช่วยพยุงมูลค่าเงินเราไว้ได้) ทั้งนี้มันเป็นการดูตามสถิติและทฤษฎีนะ ไม่ใช่การรับประกันว่ามันจะดีเสมอไป ดังนั้นการกระจายความเสี่ยงไปหลายๆ ที่จึงสำคัญที่สุด
แต่พี่อยากให้เราสังเกตเพิ่มอีกอย่างนะ ข้อมูลสถิติพวกนี้มันบอก "อดีต" และ "ปัจจุบัน" แต่สิ่งที่มันไม่ได้บอกคือ "การตัดสินใจของธนาคารกลาง" โดยเฉพาะสหรัฐฯ เพราะถ้าเขาตัดสินใจขึ้นดอกเบี้ยเพื่อสู้กับเงินเฟ้อ มันจะส่งผลกระทบต่อทุกอย่างทันที ทั้งหุ้นและตราสารหนี้ ดังนั้นสิ่งที่ต้องจับตาดูต่อไปคือ "ตัวเลขเงินเฟ้อ" ว่ามันจะยอมลดลงไหม และ "ทิศทางดอกเบี้ย" ว่าจะหยุดขึ้นเมื่อไหร่ ถ้าเราอ่านเกมนี้ขาด เราจะรู้ว่าเมื่อไหร่ควรจะถอยมาพักเงิน และเมื่อไหร่ที่หล่มจะเริ่มแห้งจนเรากลับไปวิ่งต่อได้แบบปลอดภัยครับ