📅 บทวิเคราะห์ตลาดประจำวันที่ 7 ส.ค. 2569
นี่คือสถานการณ์ที่ยากที่สุด — เศรษฐกิจโตช้าลงหรือซบเซา แต่ข้าวของกลับยังแพงขึ้น (เงินเฟ้อสูง) เปรียบเหมือนรถติดหล่มแต่ค่าน้ำมันแพง ช่วงนี้หุ้นเจอปัญหากำไรบริษัทหด ส่วนพันธบัตรก็โดนเงินเฟ้อกัดกินผลตอบแทน จึงเป็นจังหวะที่ควร "ตั้งรับ" มากกว่าไล่ราคา
เหมือนกับชาวสวนที่กำลังดูแปลงผักของตัวเองอยู่ทุกเช้า — เห็นบางต้นที่ใบเขียวสดชื่น พร้อมให้เก็บผลผลิต แต่บางต้นกลับใบแห้งและดูเหมือนจะต้องรออีกสักระยะ — เราก็ไม่รีบร้อนชักใบมาจากต้นนั้น แต่ค่อยสังเกตว่าแปลงไหนควรใส่ปุ๋ยเพิ่ม หรือค่อยรดน้ำให้มากขึ้น
ตอนนี้เศรษฐกิจของสหรัฐฯ อยู่ในช่วง “ชะงักงัน” — เหมือนรถติดหล่มแต่ค่าน้ำมันแพง : โตช้า หรืออาจซบเซา แต่ราคาสินค้ายังสูงอยู่ ทำให้บริษัททำกำไรลดลง และพันธบัตรก็ถูกกัดกินผลตอบแทนจากเงินเฟ้อ จึงไม่แนะนำให้ชักเงินเข้าไปเล่นหุ้นแบบไหนๆ อย่างไรก็ตามในสถานการณ์เช่นนี้ นักลงทุนมักหันไปหาสิ่งที่ “ปลอดภัยกว่า” เช่นเงินสดหรือสินทรัพย์ที่มีความเสี่ยงต่ำ — เหมือนกับการเก็บเมล็ดพันธุ์ไว้ในกระถางที่รดน้ำบ่อยๆ รอให้สภาพอากาศดีขึ้นก่อนจะย้ายลงดิน
จากแผนที่สินทรัพย์ช่วงนี้ เราจะเห็นว่า กลุ่มสินทรัพย์ที่ยังแข็งแรงอยู่ได้แก่ หุ้นสหรัฐ (โดยเฉพาะดัชนี S&P 500 ที่ขึ้น 14 % ใน 6 เดือน), โภคภัณฑ์ (เช่นน้ำมันและพลังงานที่ขึ้น 21 % ใน 6 เดือน), หุ้นไทยและหุ้นต่างประเทศอื่นๆ ที่มีผลตอบแทนบวกต่อเนื่อง ส่วนกลุ่มที่อ่อนแออยู่ในขณะนี้คืออสังหาริมทรัพย์/REIT (ผลตอบแทน 6 เดือนเพิ่มเพียง 10 % แต่อยู่ในโมเมนตัมแผ่ว), หุ้นจีนและหุ้นตลาดเกิดใหม่ที่ผลตอบแทนติดลบในช่วง 6 เดือน, หุ้นเกาหลีที่ลดลงใน 1 เดือนและ 3 เดือน, ตราสารหนี้ที่ผลตอบแทนติดลบเล็กน้อย — โดยสาระสำคัญคือการที่ผลตอบแทนเหล่านี้บอกว่า “เงินกำลังไหลออก” จากหมวดที่มีความเสี่ยงสูงและไหลเข้าสู่หมวดที่ให้ผลตอบแทนค่อนข้างคงที่หรือแม้กระทั่งลบ
ในหมวดกองทุนไทยที่อยู่ในข้อมูลของเรา มีตัวอย่างที่สอดคล้องกับแนวโน้มเหล่านี้ : กอง KKP US500‑UH FUND (หุ้นสหรัฐ) ยังคงให้ผลตอบแทนบวกในทุกช่วงเวลา; I‑OIL (โภคภัณฑ์) ยังแสดงแรงบันดาลใจของราคาที่ขึ้นต่อเนื่อง; KT‑SET50 (หุ้นไทย) ยังคงมีผลตอบแทนบวกใน 6 เดือน; K‑EUX (หุ้นยุโรป) ก็ยังคงทำได้ดี; ส่วนกอง TTHREIT (อสังหาริมทรัพย์) กำลังอยู่ในโมเมนตัมแผ่ว จึงอาจต้องรอจังหวะ; MCHEVO (หุ้นจีน) กำลังฟื้นตัวแต่ยังมีแนวโน้มลบใน 6 เดือน; SCBKEQTGFUND (หุ้นเกาหลี) ยังคงมีผลตอบแทนบวกใน 6 เดือนแต่ติดลบใน 1 เดือนและ 3 เดือน; K‑SEMQ (หุ้นตลาดเกิดใหม่) ก็อยู่ในโมเมนตัมแผ่วเช่นกัน; SCBVNALPHA (หุ้นเวียดนาม) ก็เช่นเดียวกัน; SCBGOLDFUND (ทองคำ) เป็นอีกหนึ่งตัวที่ช่วยรับมือกับเงินเฟ้อในระยะยาว — แม้ผลตอบแทน 6 เดือนจะเป็นลบเล็กน้อย แต่ในระยะยาวมักช่วยรักษาความมั่นคงของพอร์ต
มองไปข้างหน้า — ในสภาวะเศรษฐกิจชะงักแต่เงินเฟ้อสูง การลงทุนเชิงหลักการควรเน้น “ความเสี่ยงต่ำ” และ “ความหลากหลาย” : กองตลาดเงิน (Money Market) ที่เน้นการรักษาความคล่องตัวของเงินสด, กองตราสารหนี้ระยะสั้นที่ให้ผลตอบแทนค่อนข้างคงที่, และกองทองคำที่สามารถช่วยป้องกันการขึ้นของราคาสินค้าได้ — ทั้งหมดนี้เป็นหมวดที่นักลงทุนมักเลือกใช้เป็น “ร่มเงา” ไว้ก่อนที่สภาพอากาศจะเปลี่ยนแปลงอย่างชัดเจน หากต้องการเพิ่มโอกาสเมื่อตลาดฟื้นตัวอีกครั้ง อาจพิจารณากลุ่มกองทุนที่ลงทุนในสินทรัพย์ที่มีแนวโน้มฟื้นตัวตามเศรษฐกิจ เช่น หุ้นสหรัฐที่ยังคงแข็งแรง, โภคภัณฑ์ที่มีแนวโน้มเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง, หรือกองทุนที่เน้นหุ้นไทยที่มีผลตอบแทนบวกในช่วง 6 เดือน — แต่จำไว้ว่าไม่มีใครสามารถการันตีผลตอบแทนได้ เพียงแค่ทำการกระจายการลงทุนและรอให้สัญญาณชัดเจน
ส่วนตัวแล้ว ประเด็นที่น่าสนใจนอกเหนือจากตัวเลขที่ให้มา คือการที่ธนาคารกลางสหรัฐอาจตัดสินใจปรับอัตราดอกเบี้ยต่อไป — ถ้ามีการตัดดอกเบี้ยลงเร็ว อาจทำให้เงินเฟ้อลดลงและส่งผลให้ตลาดหุ้นฟื้นตัวเร็วขึ้น ในขณะที่ถ้ายังคงรักษาระดับดอกเบี้ยสูงต่อไป ผลตอบแทนของพันธบัตรอาจยังคงต่ำและทำให้หมวดสินทรัพย์ที่เน้นความเสี่ยงต่ำต้องเผชิญแรงกดดันต่อเนื่อง — ดังนั้น นักลงทุนควรจับตาตัวเลขการเปลี่ยนแปลงดอกเบี้ย (FOMC Minutes) และรายงานการเติบโตของเศรษฐกิจ (เช่น GDP) ที่จะออกในเดือนต่อไป เพราะข้อมูลเหล่านี้จะเป็น “สัญญาณอากาศ” ที่บอกว่าเมื่อไหร่เราควรเริ่มปลูกเมล็ดพันธุ์ใหม่ในพอร์ตของเรา