📅 บทวิเคราะห์ตลาดประจำวันที่ 28 ก.ย. 2569
เศรษฐกิจโตแรงจนเริ่ม "ร้อนเกินไป" ข้าวของแพงขึ้นเร็ว (เงินเฟ้อพุ่ง) ธนาคารกลางจึงเริ่มขึ้นดอกเบี้ยเพื่อเบรกความร้อนแรง หุ้นยังพอไปได้แต่เริ่มผันผวนมากขึ้นเพราะต้นทุนกู้เงินสูงขึ้น สิ่งที่ได้ประโยชน์คือ "ของที่จับต้องได้" ซึ่งราคาขึ้นตามเงินเฟ้อ
คืนที่ผ่านมาตลาดโลกมีเรื่องให้ตามสองเรื่องใหญ่ เรื่องแรกคือ บิตคอยน์พุ่งขึ้นไปแตะระดับสูงสุดนับตั้งแต่เดือนมกราคมที่ 86,000 ดอลลาร์ ทำให้นักลงทุนต่างตั้งคำถามว่าฤดูหนาวของคริปโตหมดลงหรือยัง อีกเรื่องคือ ราคาน้ำมันดิบสหรัฐร่วงลงเกือบ 8% ในรอบสัปดาห์ หลังการเจรกระหว่างเตหะรานกับวอชิงตันที่องค์การสหประชาชาติ เรื่องเหล่านี้ส่งผลถึงกองทุนไทยตรงจุดที่เราเห็นในแผนที่สินทรัพย์วันนี้ได้ชัดเจน คริปโตอยู่ในกลุ่มแข็งแกร่งที่สุด ทำผลตอบแทนได้ 7.4% ในเดือนเดียวและเกือบ 40% ใน 3 เดือน ขณะที่กลุ่มอสังหาริมทรัพย์และ REIT กลับอ่อนแอที่สุด ร่วงลงถึง 6.9% ในเดือนเดียว เปรียบเหมือนฟ้ากำลังโปร่งโล่งให้ฝ่ายหนึ่งแต่กลับมีพายุถล่มอีกฝ่ายหนึ่งในเวลาเดียวกัน
ถ้ามองภาพรวมการไหลของเงินในตลาดช่วงนี้ เงินกำลังเคลื่อนตัวเข้าหาสินทรัพย์ที่จับต้องได้และสินทรัพย์เสี่ยงที่เติบโตเร็ว เช่น คริปโต หุ้นเทคโนโลยีสหรัฐ หุ้นเกาหลี และสินค้าโภคภัณฑ์อย่างน้ำมัน ขณะที่เงินกำลังถอยออกจากกลุ่มที่ให้ผลตอบแทนเชิงเสถียรภาพอย่างทองคำ ตราสารหนี้ หุ้นจีน หุ้นอินเดีย และ REIT ในช่วงไม่กี่เดือนที่ผ่านมา สินทรัพย์ที่แข็งแกร่งอย่างหุ้นเทคสหรัฐทำผลตอบแทนได้ถึง 32.6% ใน 6 เดือน และหุ้นเกาหลีพุ่งถึง 54.7% ในช่วงเวลาเดียวกัน แสดงว่านักลงทุนทั่วโลกกำลังแห่ไปหาประเทศและภาคธุรกิจที่เติบโตไว ในทางกลับกัน สินทรัพย์อ่อนแออย่างทองคำที่ร่วง 6.6% ในเดือนเดียว หรือ REIT ที่ร่วงต่อเนื่อง 7% ใน 3 เดือน บอกว่าเงินกำลังระบายออกจากที่พักพิงแบบดั้งเดิม
สำหรับนักลงทุนกองทุนรวมที่ยังไม่เคยลงทุนมาก่อน สิ่งนี้แปลว่าช่วงนี้ตลาดกำลังให้รางวัลกับความเสี่ยงมากกว่าความมั่นคง หากคุณถืออยู่ในกองที่เน้นสินทรัพย์แข็งแกร่งเหล่านี้ เช่น กองคริปโตอย่าง KT-BTCETFFOF-UI กองหุ้นเทคสหรัฐอย่าง KT-NASDAQ หรือกองหุ้นเกาหลีอย่าง PRINCIPAL KEQ ก็อาจเห็นมูลค่าเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง แต่ถ้าถืออยู่ในกองที่อ่อนแอ เช่น กองทองคำ SCBGOLDFUND กอง REIT อย่าง TTHREIT หรือกองหุ้นจีน MCHEVO ก็อาจรู้สึกว่าเงินหยุดนิ่งหรือหดตัวลง ทั้งนี้ไม่ได้หมายความ่ากองที่อ่อนแอจะแย่ตลอดไป เพราะสภาพตลาดเปลี่ยนแปลงได้เหมือนอากาศที่เปลี่ยนจากแดดเป้ฝันได้ภายในวันเดียว
จากข้อมูลเศรษฐกิจสหรัฐฯ ที่อัปเดตล่าสุด สหรัฐฯ กำลังอยู่ในช่วง "ร้อนแรง" เศรษฐกิจเติบโตเร็วเกินไป ราคาสินค้าและบริการพุ่งขึ้น เงินเฟ้ออยู่ที่ร้อยละ 3.35 ต่อปี และธนาคารกลางสหรัฐเริ่มขึ้นดอกเบี้ยเพื่อเบรกความร้อนนี้ ในสภาพอากาศแบบนี้ ทฤษฎีการลงทุนบอกว่าสินทรัพย์ที่มักได้แก่คือ สินค้าโภคภัณฑ์อย่างน้ำมันและโลหะ รวมถึงสินทรัพย์จริงอย่างทองคำ เพราะราคาของมันมักขึ้นตามเงินเฟ้อ แต่ความเป็นจริงช่วงนี้กลับน่าสนใจ เพราะทองคำกลับอ่อนแอทั้งที่เงินเฟ้อสูง แสดงว่าปัจจัยอื่นอย่างการขึ้นดอกเบี้ยที่ทำให้ต้นทุนการถือสินทรัพย์ที่ไม่ให้ดอกเบี้ยสูงขึ้นมากระทบหนักกว่า สำหรับนักลงทุนไทยในเชิงหลักการแล้ว ช่วงเศรษฐกิจร้อนแรงแบบนี้อาจพิจารณากลุ่มกองที่เกี่ยวกับสินค้าโภคภัณฑ์ กองทุนหุ้นกลุ่มพลังงาน หรือกองที่กระจายไปยังตลาดหุ้นพัฒนาแล้วอย่างสหรัฐฯ แต่ก็ต้องจำไว้ว่านี่เป็นเพียงแนวโน้มทางสถิติจากแบบจำลอง ไม่ใช่การรับประกันผลตอบแทน และควากระจายความเสี่ยงในทุกกรณี
ในส่วนของตัวเลขเศรษฐกิจที่น่าจับตามองในสัปดาห์นี้ มีอยู่ 2-3 ตัวที่สำคัญมากและจะส่งผลต่อกองทุนของเราโดยตรง ตัวแรกคือ Core PCE Price Index หรือดัชนีราคาสินค้าและบริการที่ธนาคารกลางสหรัฐจับตามากที่สุด ในวันพุธนี้ ตลาดคาดว่าจะออกมาที่ร้อยละ 0.3 ต่อเดือน เทียบกับครั้งก่อนที่ร้อยละ 0.2 หากออกมาสูงกว่าที่ตลาดคาด หมายความว่าเงินเฟ้อยังร้อนกว่าที่คิด ซึ่งโดยหลักการจะทำให้ตลาดคาดว่าธนาคารกลางต้องขึ้นดอกเบี้ยต่อเนื่อง ส่งผลให้หุ้นผันผวนมากขึ้นและตราสารหนี้อ่อนตัวลง ตัวที่สองคือ Final GDP หรือผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ ซึ่งตลาดคาดว่าจะอยู่ที่ร้อยละ 1.5 ต่อไตรมาส หากตัวเลขออกมาสูงกว่าคาด แปลว่าเศรษฐกิจยังแข็งแกร่งดี อาจหนุนหุ้นในตลาดพัฒนาแล้ว แต่ถ้าต่ำกว่าคาดก็อาจทำให้ตลาดกังวลว่าเศรษฐกิจเริ่มชะลอตัว ส่วน ADP Employment หรือตัวเลขการจ้างงานภาคเอกชน ตลาดคาดที่ 70,000 คน เทียบกับครั้งก่อนที่ 38,000 คน หากออกมาดีกว่าคาด จะยืนยันว่าเศรษฐกิจยังร้อนแรงและธนาคารกลางยังไม่มีเหตุผลที่จะลดดอกเบี้ย
ในมุมมองของผม สิ่งที่กรอบทฤษฎีข้างบนยังไม่ได้พูดถึงอย่างเต็มที่คือ ทิศทางของนโยบายธนาคารกลางที่กำลังจะมาถึง เศรษฐกิจที่ร้อนแรงบังคับให้ต้องขึ้นดอกเบี้ย แต่หากขึ้นแรงเกินไป อาจกลายเป็นการดับเศรษฐกิจตัวเอง และเมื่อถึงจุดนั้น สินทรัพย์ที่อ่อนแออย่างตราสารหนี้และทองคำอาจกลับมาแข็งแกร่งได้อย่างรวดเร็ว เพราะนักลงทุนจะเริ่มกังวลว่าการขึ้นดอกเบี้ยจะทำให้เศรษฐกิจถดถอย นอกจากนี้ ข่าวที่ว่าน้ำมันร่วงลงเกือบ 8% จากการเจรประหว่างเตหะรานกับวอชิงตันก็เป็นปัจจัยที่อาจเปลี่ยนภาพรวมเงินเฟ้อได้ หากน้ำมันถูกลงจริง อาจช่วยบรรเทาแรงกดดันเงินเฟ้อและทำให้ธนาคารกลางไม่ต้องขึ้นดอกเบี้ยรุนแรงเท่าที่คิด ในช่วงถัดไป นักลงทุนควรจับตาไม่ใช่แค่ตัวเลขเงินเฟ้อและ GDP เท่านั้น แต่รวมถึงท่าทีของธนาคารกลางหลังจากตัวเลขออกมาแล้วด้วย เพราะนโยบายคือลมที่พัดพาเงินเข้าออกกองทุนของเราโดยตรง และการกระจายความเสี่ยงข้ามหลายประเภทกองยังคงเป็นหลักการที่ดีที่สุดในทุกสภาพอากาศ