📅 บทวิเคราะห์ตลาดประจำวันที่ 10 ส.ค. 2569
นี่คือสถานการณ์ที่ยากที่สุด — เศรษฐกิจโตช้าลงหรือซบเซา แต่ข้าวของกลับยังแพงขึ้น (เงินเฟ้อสูง) เปรียบเหมือนรถติดหล่มแต่ค่าน้ำมันแพง ช่วงนี้หุ้นเจอปัญหากำไรบริษัทหด ส่วนพันธบัตรก็โดนเงินเฟ้อกัดกินผลตอบแทน จึงเป็นจังหวะที่ควร "ตั้งรับ" มากกว่าไล่ราคา
เหมือนกับการไปตลาดสดที่แผงไหนคนต่อคิวหนาแน่น แผงไหนเงียบ ผู้คนเข้าไปซื้อของมากแค่ไหนก็เห็นได้จากสัญญาณภายนอก อย่างในตอนนี้กองทุนที่แข็งแกร่งที่สุดอย่าง I‑OIL (โภคภัณฑ์) และ KT‑NASDAQ (หุ้นเทคสหรัฐ) มีผลตอบแทน 6 เดือนสูงถึง 20 %‑20 % ก็เหมือนกับแผงไหนที่มีแสงไฟสว่างและมีลูกค้าแวะเข้ามาอย่างต่อเนื่อง ส่วนกองที่อ่อนแอที่สุดอย่าง KT‑BTCETFFOF‑UI (คริปโต) หรือ SCBVNALPHA (หุ้นเวียดนาม) ที่ผลตอบแทน 3 เดือนติดลบหลายเปอร์เซ็นต์ ก็เหมือนกับแผงที่ลูกค้าไม่ค่อยมา ทำให้เรารับรู้ได้ทันทีว่า “เงินกำลังไหล” ไปที่ไหน อย่างเช่น เงินกำลังอุดหนุน I‑OIL, KT‑NASDAQ, KT‑SET50 และ KT‑GLOBE มากกว่า ขณะที่เงินกำลังถอนออกจากคริปโต, หุ้นเวียดนามและหุ้นเกาหลีที่ผลตอบแทนลดลงอย่างชัดเจน
เมื่อดูจากสถานะ “แข็งแกร่ง” กับ “อ่อนแอ” แล้ว เราจะเห็นว่า นักลงทุนตอนนี้มีแนวโน้มที่จะหันความสนใจไปที่สินทรัพย์ที่ให้ผลตอบแทนสูงและมีแนวโน้มเติบโตต่อเนื่อง เช่น โภคภัณฑ์ที่กำลังฟื้นตัวจากต้นปี 2026, หุ้นเทคโนโลยีสหรัฐที่มีแรงขับจากนวัตกรรม, และกองทุนหุ้นไทยหลัก ๆ ที่ให้ผลตอบแทน 6 เดือนเกือบ 15 % ก็ถือว่าเป็น “แหล่งเงิน” ที่น่าสนใจ แต่กองที่อ่อนแออย่างคริปโตหรือหุ้นตลาดเกิดใหม่ แม้จะมีโอกาสฟื้นตัวในอนาคต แต่ก็เตรียมพร้อมรับความผันผวนสูง หากไม่เข้าใจความเสี่ยงอาจทำให้พอร์ตของเรา “สั่น” ได้ง่าย
ในสภาวะเศรษฐกิจที่เรียกว่า “ชะงักงัน” (stagflation) ที่เศรษฐกิจช้าพร้อมกับเงินเฟ้อสูง เงินกำลังไหลเข้าสู่งที่ช่วยป้องกันการเสียมูลค่าได้ดีกว่า เช่น ทองคำ (SCBGOLDFUND) ที่แม้ 3 เดือนจะติดลบแต่ 6 เดือนยังคงมีแนวโน้มฟื้นตัว, โภคภัณฑ์ (I‑OIL) ที่ผลตอบแทน 6 เดือนพุ่ง 20 % แสดงว่าเศรษฐกิจอาจยังคงต้องการพลังงานราคาสูงต่อไป, และกองตลาดเงิน (แม้ไม่ได้ระบุชื่อในรายการ แต่โดยหลักการแล้วกองเงินสดหรือตราสารหนี้ระยะสั้นอย่าง K‑GDBOND) จะเป็นที่ refuge เมื่อตลาดหุ้นเริ่มลดความแรง การเลือกกองที่ให้ผลตอบแทนค่อนข้างมั่นคงและเกี่ยวข้องกับสินทรัพย์จริง จะช่วยรักษาความมั่นคงของพอร์ตในช่วงเวลาที่เศรษฐกิจยังไม่ชัดเจน
สำหรับนักลงทุนที่ต้องการทำตามหลักการโดยไม่ต้องเลือกหุ้นหรือกองทุนเฉพาะเจาะจง การพิจารณาควรเน้น “ประเภทกองทุน” ที่มีความเสี่ยงต่ำและเกี่ยวข้องกับสินทรัพย์ที่มักทำได้ดีในช่วง stagflation ได้แก่ กองตลาดเงิน (Money Market) เพื่อรักษาน้ำทุนไว้ใช้ในช่วงที่ตลาดผันผวน, กองตราสารหนี้ระยะสั้น (เช่น K‑GDBOND) ที่มักได้ผลตอบแทนค่อนข้างคงที่แม้เงินเฟ้อจะสูง, กองทองคำ (SCBGOLDFUND) ที่ช่วยกรองความเสี่ยงจากเงินเฟ้อ, และกองโภคภัณฑ์ (I‑OIL) ที่อาจได้รับประโยชน์จากความต้องการพลังงานที่สูง อย่างไรก็ตาม ควรทำการกระจายความเสี่ยงโดยไม่ทุ่มทั้งหมดลงในหมวดเดียว เพื่อให้พอร์ตของเรามีความสมดุล
มองจากข้อมูลเศรษฐกิจและแผนที่สินทรัพย์ในตอนนี้ มีหลายปัจจัยที่ยังไม่ได้ถูกพูดถึงในโครงสร้างพื้นฐาน เช่น การตัดสินใจของธนาคารกลางสหรัฐ (Fed) หรือธนาคารไทยที่อาจปรับอัตราดอกเบี้ยเพื่อควบคุมเงินเฟ้อ ซึ่งจะส่งผลต่อผลตอบแทนของตราสารหนี้และอัตราแลกเปลี่ยนของบาท ทำให้เราต้องติดตามตัวเลข CPI, รายงานการจ้างงานสหรัฐ, ราคาน้ำมันระดับโลกและนโยบายการเงินของ Fed อย่างใกล้ชิด เพราะเหตุการณ์เหล่านี้จะบอกเราว่าตลาดอาจเริ่มเปลี่ยนโค้งหรือไม่ หากสังเกตเห็นว่าอัตราดอกเบี้ยกำลังขึ้นหรือเงินเฟ้อเริ่มลดลง เราก็อาจปรับทิศทางของพอร์ตให้สอดคล้องกับสัญญาณใหม่ได้เร็วขึ้น.