📅 บทวิเคราะห์ตลาดประจำวันที่ 15 ก.ย. 2569
นี่คือสถานการณ์ที่ยากที่สุด — เศรษฐกิจโตช้าลงหรือซบเซา แต่ข้าวของกลับยังแพงขึ้น (เงินเฟ้อสูง) เปรียบเหมือนรถติดหล่มแต่ค่าน้ำมันแพง ช่วงนี้หุ้นเจอปัญหากำไรบริษัทหด ส่วนพันธบัตรก็โดนเงินเฟ้อกัดกินผลตอบแทน จึงเป็นจังหวะที่ควร "ตั้งรับ" มากกว่าไล่ราคา
หกเดือนที่ผ่านมาหุ้นเกาหลีให้ผลตอบแทนสูงถึง 52% ซึ่งเป็นตัวเลขที่สะดุดตาเมื่อมองดูแผนที่สินทรัพย์ในช่วงนี้
คืนที่ผ่านมาตลาดโลกให้ความสนใจกับข่าวที่ว่าราคาน้ำมันปรับตัวขึ้นหลังจากซาอุดีอาระเบียปิดท่อส่งน้ำมันที่สำคัญซึ่งทำให้เส้นทางผ่านช่องแคบฮอร์มุซถูกตัดขาด ในขณะเดียวกันทองคำกลับร่วงลงไปต่ำกว่าระดับหนึ่งเดือนเพราะข้อมูลเงินเฟ้อและความคาดหวังว่าธนาคารกลางอาจขึ้นดอกเบี้ยทำให้นักลงทุนบางส่วนหันไปถือสินทรัพย์ที่ให้ผลตอบแทนจากอัตราดอกเบี้ยมากกว่า
จากสถานะและผลตอบแทนที่เห็น เงินดูเหมือนจะไหลเข้าไปยังสินทรัพย์ที่แสดงสถานะ “แข็งแกร่ง” เช่น คริปโตที่ให้ผลตอบแทน 1 เดือน 23.9% โภคภัณฑ์ที่ให้ผลตอบแทน 3 เดือน 16.1% และหุ้นเกาหลีที่ให้ผลตอบแทน 6 เดือน 52% ซึ่งสะท้อนว่านักลงทุนบางส่วนกำลังมองหาโอกาสเติบโตในสินทรัพย์ที่มีความผันผวนสูงแต่ให้ผลตอบแทนดีในระยะสั้น ในทางตรงกันข้ามเงินดูจะไหลออกจากสินทรัพย์ที่อยู่ในสถานะ “อ่อนแอ” หรือ “โมเมนตัมแผ่ว” เช่น หุ้นสหรัฐ หุ้นโลก หุ้นเทคสหรัฐ หุ้นยุโรป หุ้นเวียดนาม หุ้นอินเดีย REITs ตราสารหนี้ ทองคำ และหุ้นจีน ซึ่งทั้งหมดให้ผลตอบแทนติดลบหรือเติบโตช้าในช่วง 1‑3 เดือนที่ผ่านมา
ตัวอย่างกองทุนไทยที่สะท้อนการเคลื่อนไหวเหล่านี้ได้แก่ กอง KT‑BTCETFFOF‑UI ที่ลงทุนในคริปโต กอง I‑OIL ที่เน้นโภคภัณฑ์พลังงาน กอง SCBKEQTGFUND ที่เน้นหุ้นเกาหลี กอง K‑JPX ที่เน้นหุ้นญี่ปุ่น กอง K‑SEMQ ที่เน้นหุ้นตลาดเกิดใหม่ และกอง KT‑SET50 ที่เน้นหุ้นไทย ส่วนกองที่อยู่ในกลุ่มอ่อนแอได้แก่ กอง KKP US500‑UH FUND (หุ้นสหรัฐ) กอง K‑GLOBE (หุ้นโลก) กอง TNASDAQ (หุ้นเทคสหรัฐ) กอง K‑EUX (หุ้นยุโรป) กอง SCBVNALPHA (หุ้นเวียดนาม) กอง K‑INDIA (หุ้นอินเดีย) กอง TTHREIT (REITs) กอง K‑GDBONDUH (ตราสารหนี้) กอง SCBGOLDFUND (ทองคำ) และกอง MCHEVO (หุ้นจีน)
มองไปข้างหน้า เศรษฐกิจสหรัฐฯ อยู่ในภาวะ “ชะงักงัน” (Stagflation) ซึ่งหมายถึงการเติบโตที่ช้าลงควบคู่กับเงินเฟ้อที่ยังสูง ในสถานการณ์เช่นนี้ทฤษฎีมักแนะนำให้เพิ่มสัดส่วนสินทรัพย์ที่มีความเสี่ยงต่ำและสภาพคล่องสูง เช่น กองตลาดเงินหรือกองตราสารหนี้ระยะสั้น เพื่อรอจังหวะที่เศรษฐกิจชัดเจนขึ้นก่อนค่อยกลับไปลงทุนในสินทรัพย์เสี่ยงสูง นอกจากนี้การถือทองคำบางส่วนอาจช่วยบรรเทาผลกระทบจากเงินเฟ้อได้ แม้ว่าทองคำในข้อมูลปัจจุบันจะแสดงสถานะอ่อนแอ แต่ในเชิงหลักการมันยังถือเป็นสินทรัพย์ที่สามารถทำหน้าที่เป็นที่พักพิงเมื่อความไม่แน่นอนของเงินเฟ้อเพิ่มขึ้น การกระจายความเสี่ยงไปยังหลายประเภทสินทรัพย์จึงยังเป็นแนวทางที่เหมาะสม โดยไม่จำเป็นต้องเจาะจงว่าต้องซื้อกองใดกองหนึ่ง แต่สามารถพิจารณากองที่มีลักษณะตรงกับเป้าหมายดังกล่าวได้
ตัวเลขเศรษฐกิจที่ต้องจับตาช่วงนี้มีหลายตัวที่อาจส่งผลต่อกองทุน ตัวอย่างเช่น อัตราดอกเบี้ยของธนาคารกลางสหรัฐ (Federal Funds Rate) ที่จะประกาศในวันพฤหัสบดีเวลา 01:00 น. ตลาดคาดว่าจะอยู่ที่ 4.00% เทียบกับครั้งก่อนที่ 3.75% หากผลออกมาสูงกว่าคาดอาจทำให้ผลตอบแทนของกองตราสารหนี้ลดลงเพราะราคาพันธบัตรมักเคลื่อนไหวสวนทางกับอัตราดอกเบี้ย ในทางตรงกันข้ามหากออกมาต่ำกว่าคาดอาจช่วยให้กองตราสารหนี้มีแนวโน้มฟื้นตัวได้ดีขึ้น อีกตัวหนึ่งคือดัชนีราคาผู้บริโภคของสหราชอาณาจักร (GBP CPI y/y) ที่จะประกาศในวันพุธเวลา 13:00 น. ตลาดคาดว่าจะอยู่ที่ 3.1% เทียบกับครั้งก่อนที่ 2.9% หากตัวเลขออกมาสูงกว่าคาดอาจเพิ่มแรงกดดันให้ธนาคารกลางพิจารณาขึ้นดอกเบี้ย ซึ่งอาจส่งผลลบต่อกองหุ้นที่พึ่งพาการเติบโตของกำไรบริษัท แต่ถ้าออกมาต่ำกว่าคาดอาจบรรเทาความกังวลเรื่องเงินเฟ้อและสนับสนุนการลงทุนในสินทรัพย์เสี่ยงสูงได้บ้าง ตัวเลขที่สามคือยอดขายปลีกของสหรัฐ (Core Retail Sales m/m) ที่จะประกาศในวันพุธเวลา 19:30 น. ตลาดคาดว่าจะเพิ่มขึ้น 0.5% เทียบกับครั้งก่อนที่ -0.3% หากออกมาสูงกว่าคาดอาจบ่งชี้ว่าผู้บริโภคยังมีกำลังซื้อ ซึ่งมักเป็นข่าวดีสำหรับกองหุ้น โดยเฉพาะกองที่เน้นหุ้นบริโภค ในทางกลับกันหากออกมาต่ำกว่าคาดอาจเพิ่มความกังวลว่าการเติบโตทางเศรษฐกิจจะอ่อนแอลง ซึ่งอาจทำให้นักลงทุนหันไปถือสินทรัพย์ปลอดภัยมากขึ้น
จากตัวเลขเหล่านี้ผมเห็นว่านอกจากประเด็นเงินเฟ้อและอัตราดอกเบี้ยที่ทฤษฎีได้พูดถึงแล้ว ยังมีปัจจัยด้านอุปทานน้ำมันที่อาจสร้างความผันผวนให้กับกองทุนที่เชื่อมโยงกับพลังงาน เช่น กอง I‑OIL ซึ่งอาจได้รับผลกระทบโดยตรงจากเหตุการณ์ทางภูมิรัฐศาสตร์ในตะวันออกกลาง นอกจากนี้การเปลี่ยนแปลงของค่าเงินดอลลาร์สหรัฐซึ่งแม้เราจะไม่พูดถึงในแง่เทรดฟอเร็กซ์ แต่ก็มีผลต่อมูลค่าของสินทรัพย์ที่ตั้งราคาเป็นดอลลาร์ เช่น กองทุนหุ้นสหรัฐหรือกองทุนโลก ดังนั้นในช่วงถัดไปนักลงทุนควรจับตาตัวเลขเงินเฟ้อของสหรัฐและสหราชอาณาจักร ตลอดจนทิศทางนโยบายของธนาคารกลางสองแห่งนี้ รวมถึงข่าวสารเกี่ยวกับการผลิตและการส่งออกน้ำมัน ซึ่งอาจเป็นตัวแปรที่ทำให้สินทรัพย์บางประเภทเคลื่อนไหวแตกต่างจากภาพรวมของภาวะ stagflation ทั่วไป การติดตามข้อมูลเหล่านี้จะช่วยให้เห็นภาพว่าจังหวะไหนควรเน้นความปลอดภัยและจังหวะไหนอาจเริ่มมองหาโอกาสเติบโตอีกครั้ง โดยยังคงยึดหลักการกระจายความเสี่ยงเป็นหัวใจสำคัญของการจัดพอร์ตระยะยาว.