📅 บทวิเคราะห์ตลาดประจำวันที่ 17 ก.ย. 2569
นี่คือสถานการณ์ที่ยากที่สุด — เศรษฐกิจโตช้าลงหรือซบเซา แต่ข้าวของกลับยังแพงขึ้น (เงินเฟ้อสูง) เปรียบเหมือนรถติดหล่มแต่ค่าน้ำมันแพง ช่วงนี้หุ้นเจอปัญหากำไรบริษัทหด ส่วนพันธบัตรก็โดนเงินเฟ้อกัดกินผลตอบแทน จึงเป็นจังหวะที่ควร "ตั้งรับ" มากกว่าไล่ราคา
คืนที่ผ่านมาตลาดโลกประสบกับแรงกระเพื่อมครั้งใหญ่ หลังธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) ตัดสินใจขึ้นอัตราดอกเบี้ย ส่งผลให้หุ้นในตลาดสหรัฐร่วงลงอย่างหนัก และพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐอายุ 10 ปี มีผลตอบแทนพุ่งขึ้นกลับมาที่ระดับ 5 เปอร์เซ็นต์ ทองคำซึ่งมักเป็นที่พึ่งของนักลงทุนในช่วงความไม่แน่นอน ก็ร่วงลงมากกว่า 1 เปอร์เซ็นต์เช่นกัน ในขณะที่ค่าเงินดอลลาร์สหรัฐแข็งค่าขึ้น สำหรับนักลงทุนกองทุนรวมไทยแล้ว สิ่งเหล่านี้แปลว่าคืนที่ผ่านมานั้น ท้องทะเลทางการเงินมีคลื่นลมแรงมาก กระแสน้ำเงินไหลออกจากสินทรัพย์เสี่ยงอย่างรวดเร็ว และหันมาหาที่หลบภัยในเงินสดและสกุลเงินดอลลาร์แทน
หากมองภาพรวมของแผนที่สินทรัพย์ในช่วง 1 เดือนที่ผ่านมา จะเห็นได้ชัดว่าเงินกำลังไหลเข้าสองกลุ่มใหญ่ คือ คริปโตเคอเรนซีที่ทำผลตอบแทนได้ถึง 18.4 เปอร์เซ็นต์ในรอบเดือน และกลุ่มโภคภัณฑ์อย่างน้ำมันที่ได้ 8.5 เปอร์เซ็นต์ ทั้งสองกลุ่มนี้จึงเป็น "กลุ่มเด่น" ของท้องทะเลในตอนนี้ ส่วนกลุ่มที่เหลือตั้งแต่หุ้นสหรัฐ หุ้นยุโรป หุ้นไทย หุ้นเกาหลี หุ้นจีน ไปจนถึงตราสารหนี้และทองคำ ต่างอยู่ในภาวะ "โมเมนตัมแผ่ว" หรืออ่อนแอลง หมายความว่าน้ำทะเลยังคงมีคลื่นซัดเข้าชายหาด แต่แรงไม่พอที่จะพาเรือแล่นต่อไปข้างหน้าได้ สำหรับนักลงทุนทั่วไปแล้ว นี่คือสัญญาณว่าตลาดกำลังอยู่ในช่วงแห่งความไม่แน่นอน เงินจึงไม่กล้าแห่เข้าหุ้นอย่างเต็มตัว
ในกลุ่มที่น่าสนใจเป็นพิเศษ คือ หุ้นเวียดนามที่เริ่มมีสัญญาณฟื้นตัว แม้ผลตอบแทน 3 เดือนจะยังติดลบ 2.8 เปอร์เซ็นต์ แต่ในรอบเดือนกลับบวก 1.3 เปอร์เซ็นต์ แสดงว่ากระแสน้ำอาจเริ่มเปลี่ยนทิศทางเล็กน้อย สำหรับผู้ที่ถือกองทุนไทยอย่าง SCBVNALPHA ซึ่งเปิดรับหุ้นเวียดนามโดยตรง จึงอาจจับตาดูว่าแนวโน้มนี้จะยืนยันตัวเองได้หรือไม่ ในทางกลับกัน หุ้นเกาหลีที่เคยทำผลตอบแทนสูงถึง 33.1 เปอร์เซ็นต์ใน 6 เดือน กลับชะลอตัวลงหนักใน 3 เดือนล่าสุดติดลบ 14.4 เปอร์เซ็นต์ กองทุนอย่าง SCBKEQTGFUND จึงเผชิญกับกระแสน้ำถอยกลับที่ค่อนข้างรุนแรง ในทำนองเดียวกัน ทองคำที่โดยทฤษฎีแล้วควรได้รับประโยชน์จากเงินเฟ้อ กลับอ่อนแอลงอย่างน่าประหลาดใจ โดยกองทุน SCBGOLDFUND มีผลตอบแทนลบ 11.9 เปอร์เซ็นต์ในรอบ 6 เดือน เพราะอัตราดอกเบี้ยที่สูงขึ้นทำให้เงินสดและพันธบัตรน่าสนใจกว่าการถือครองทองคำ
สำหรับตัวเลขเศรษฐกิจที่น่าจับตาในช่วงนี้ มีอยู่ 3 ตัวที่จะมีผลต่อกองทุนรวมของไทยอย่างกว้างขวาง ตัวแรกคืออัตราดอกเบี้ยนโยบายของสหรัฐ (Federal Funds Rate) ที่ตลาดคาดว่าจะขึ้นมาที่ 4.00 เปอร์เซ็นต์ จากเดิม 3.75 เปอร์เซ็นต์ หากออกมาสูงกว่าที่คาด หมายความว่าท้องทะเลแห่งเงินสดจะยิ่งน่าดึงดูด เงินจึงอาจไหลออกจากกองหุ้นต่อเนื่อง ตัวที่สองคืออัตราดอกเบี้ยนโยบายของญี่ปุ่น (BOJ Policy Rate) ที่ตลาดคาดว่าจะขยับขึ้นมาที่ต่ำกว่า 1.25 เปอร์เซ็นต์ จากเดิมต่ำกว่า 1.00 เปอร์เซ็นต์ ซึ่งหากญี่ปุ่นขึ้นดอกเบี้ยจริง อาจทำให้เงินไหลกลับเข้าญี่ปุ่นและส่งผลให้หุ้นตลาดเกิดใหม่รวมถึงกองทุนที่ลงทุนในภูมิภาคเอเชียเผชิญแรงกดดัน และตัวที่สามคือดัชนีภาคการผลิตฟิลาเดลเฟีย (Philly Fed Manufacturing Index) ที่ตลาดคาดว่าจะอยู่ที่ 31.3 จากครั้งก่อนที่ 47.4 หากตัวเลขนี้ออกมาต่ำกว่าคาดมาก จะเป็นสัญญาณว่าเศรษฐกิจสหรัฐชะลอตัวลงเรื่อย ๆ ซึ่งในระยะยาวอาจทำให้เฟดต้องพิจารณาลดการขึ้นดอกเบี้ยในอนาคต ส่งผลดีต่อกองหุ้นในเชิงกลับกัน
เมื่อพิจารณาภาพรวมทั้งหมดแล้ว เศรษฐกิจสหรัฐฯ ในขณะนี้อยู่ในช่วงที่นักเศรษฐศาสตร์เรียกว่า "ชะงักงัน" (Stagflation) หรือภาวะที่เศรษฐกิจเติบโตช้าแต่ราคาสินค้ายังแพงอยู่ เปรียบเสมือนรถติดหล่มแต่ค่าน้ำมันกลับแพงขึ้นเรื่อย ๆ ในสภาพเช่นนี้ ทฤษฎีการลงทุนชี้ว่าการถือเงินสดหรือสินทรัพย์ความเสี่ยงต่ำที่มีสภาพคล่องสูงนั้นปลอดภัยกว่าการไล่ซื้อหุ้น ในแง่ของกองทุนรวมไทย ประเภทที่ควรพิจารณาในช่วงนี้ ได้แก่ กองตลาดเงิน (Money Market) ที่ให้ผลตอบแทนคล้ายดอกเบี้ยเงินฝากแต่ถอนได้สะดวก กองตราสารหนี้ระยะสั้นอย่างกองทุน K-GDBONDUH ที่ได้รับผลกระทบจากเงินเฟ้อน้อยกว่าพันธบัตรระยะยาว และการถือทองคำในสัดส่วนเล็กน้อยอย่างกองทุน SCBGOLDFUND เพื่อเป็นประกันเงินเฟ้อ ส่วนกองทุนอสังหาริมทรัพย์อย่าง TTHREIT นั้นยังคงเผชิญกับแรงกดดันจากอัตราดอกเบี้ยที่สูง และอาจรอจังหวะที่ดีกว่าได้ ทั้งนี้ ทั้งหมดนี้เป็นการประเมินตามแบบจำลองทางสถิติ ไม่ใช่การรับประกันผลตอบแทน และนักลงทุนควรกระจายความเสี่ยงในทุกกรณี
จากมุมมองส่วนตัวของผม สิ่งที่กรอบทฤษฎีข้างต้นอาจยังไม่ได้พูดถึงอย่างเต็มที่ คือ ทิศทางของนโยบายธนาคารกลางทั่วโลกที่กำลังจะแยกทางกัน เฟดขึ้นดอกเบี้ยเพื่อหนีเงินเฟ้อ แต่หากเศรษฐกิจสหรัฐชะลับตัวลงเรื่อย ๆ ตามที่ตัวเลขชี้ชี้วัดเศรษฐกิจบ่งชี้ เฟดอาจต้องหันกลับมาลดดอกเบี้ยเร็วกว่าที่ตลาดคาด ในขณะที่ญี่ปุ่นกำลังจะขึ้นดอกเบี้ยเป็นครั้งแรกในรอบหลายปี การแยกทางกันของนโยบายทั้งสองฝั่งอาจสร้างคลื่นลมใหญ่ในท้องทะเลการเงินอีกระลอก โดยเฉพาะกองทุนที่ลงทุนในตลาดเกิดใหม่และหุ้นเอเชียที่อาจรับผลกระทบจากการไหลย้ายของเงินทุน ในช่วงถัดไป นักลงทุนควรจับตาไม่เพียงแต่ผลการประชุมเฟดและ BOJ ในวันนี้ แต่รวมถึงข้อมูลเงินเฟ้อและการเติบโตของเศรษฐกิจสหรัฐในอีก 1-2 เดือนข้างหน้า เพราะนั่นจะเป็นตัวชี้ว่าท้องทะเลจะกลับมาสงบหรือยังคงมีพายุซัดต่อไป การตั้งรับรอฟังเสียงลมจึงเป็นกลยุทธ์ที่เหมาะสมกว่าการออกเรือฝ่าคลื่นในช่วงนี้