📅 บทวิเคราะห์ตลาดประจำวันที่ 29 ก.ย. 2569
เศรษฐกิจโตแรงจนเริ่ม "ร้อนเกินไป" ข้าวของแพงขึ้นเร็ว (เงินเฟ้อพุ่ง) ธนาคารกลางจึงเริ่มขึ้นดอกเบี้ยเพื่อเบรกความร้อนแรง หุ้นยังพอไปได้แต่เริ่มผันผวนมากขึ้นเพราะต้นทุนกู้เงินสูงขึ้น สิ่งที่ได้ประโยชน์คือ "ของที่จับต้องได้" ซึ่งราคาขึ้นตามเงินเฟ้อ
คืนที่ผ่านมาตลาดโลกให้ความสนใจกับสองเรื่องหลัก ได้แก่ ข่าวที่ว่าน้ำมันยังคงปรับตัวขึ้นเพราะความกังวลเรื่องการจัดส่งในตะวันออกกลาง และข่าวที่บิทคอยน์ทำระดับสูงสุดนับตั้งแต่เดือนมกราคมที่ราคา 86,000 ดอลลาร์ สองหัวข้อนี้สะท้อนว่าผู้ลงทุนกำลังจับตาสินทรัพย์ที่เคลื่อนไหวตามปัจจัยภายนอก เช่น ความต้องการพลังงานและความเชื่อมั่นในสินทรัพย์ดิจิทัล ซึ่งมีความเชื่อมโยงกับแผนที่สินทรัพย์ที่เราเห็นในขณะนี้
เมื่อดูจากสถานะและผลตอบแทนระยะ 1 เดือน 3 เดือน และ 6 เดือน จะเห็นว่าเงินทุนกำลังไหลเข้าไปในกลุ่มสินทรัพย์ที่แสดงสถานะ “แข็งแกร่ง” เช่น คริปโต โภคภัณฑ์ หุ้นเกาหลี หุ้นเทคสหรัฐ หุ้นญี่ปุ่น หุ้นตลาดเกิดใหม่ และหุ้นไทย ในทางตรงกันข้าม กลุ่มที่มีสถานะ “อ่อนแอ” หรือ “โมเมนตัมแผ่ว” เช่น หุ้นสหรัฐ หุ้นโลก หุ้นยุโรป หุ้นจีน ตราสารหนี้ หุ้นอินเดีย อสังหา/REIT ทองคำ และหุ้นเวียดนาม กำลังเผชิญแรงขายหรือความสนใจที่ลดลง คำว่า “แข็งแกร่ง” หมายถึงสินทรัพย์นั้นให้ผลตอบแทนดีในช่วงที่ผ่านมาและอาจดึงดูดเงินทุนใหม่ ส่วน “อ่อนแอ” บ่งบอกว่าผลตอบแทนล่าสุดไม่ดีเท่าที่ควร อาจทำให้นักลงทุนระมัดระวังหรือรอจังหวะเข้าลงทุนในอนาคต
ตัวอย่างกองทุนไทยที่อยู่ในกลุ่มแข็งแกร่งซึ่งมีชื่ออยู่ในข้อมูลข้างบนได้แก่ กองทุนคริปโต KT‑BTCETFFOF‑UI กองทุนน้ำมัน/พลังงาน I‑OIL กองทุนหุ้นเกาหลี PRINCIPAL KEQ กองทุนหุ้นเทคสหรัฐ KT‑NASDAQ กองทุนหุ้นญี่ปุ่น K‑JPX กองทุนหุ้นตลาดเกิดใหม่ K‑SEMQ และกองทุนหุ้นไทย KT‑SET50 ชื่อเหล่านี้เป็นเพียงตัวอย่างที่แสดงให้เห็นว่ากองทุนในประเภทสินทรัพย์นั้นมีอยู่จริงในตลาดไทย ผู้ลงทุนสามารถศึกษานโยบายการลงทุนของแต่ละกองเพื่อดูว่าสอดคล้องกับความเสี่ยงและเป้าหมายของตนเองหรือไม่
มองไปข้างหน้า จากสภาวะเศรษฐกิจสหรัฐที่ถูกอธิบายว่าอยู่ในช่วง “ร้อนแรง” (Overheat) เศรษฐกิจเติบโตเร็วจนเงินเฟ้อพุ่ง ธนาคารกลางจึงเริ่มขึ้นดอกเบี้ยเพื่อเบรกความร้อน ทฤษฎีบอกว่าช่วงนี้สินทรัพย์ที่มักทำผลงานดีคือสินค้าโภคภัณฑ์ (รวมถึงน้ำมัน โลหะ สินค้าเกษตร) ทองคำ และบางส่วนของกองอสังหา/REIT ที่สามารถส่งผ่านภาวะเงินเฟ้อไปยังค่าเช่าได้ ดังนั้นโดยหลักการผู้ลงทุนอาจพิจารณาเพิ่มน้ำหนักไปยังกองทุนสินค้าโภคภัณฑ์ กองทองคำ หรือกอง REIT ที่มีคุณภาพดี เป็นการกระจายความเสี่ยงไม่ใช่การทุ่มทุนทั้งหมดไปที่สินทรัพย์ประเภทเดียว ตัวอย่างกองไทยที่อยู่ในกลุ่มนี้จากข้อมูลข้างบนคือ I‑OIL (น้ำมัน/พลังงาน) SCBGOLDFUND (ทองคำ) และ TTHREIT (REIT) แม้ปัจจุบันบางกลุ่มจะแสดงสถานะอ่อนแอ แต่หลักการของภาวะเศรษฐกิจร้อนแรงชี้ว่าอาจมีโอกาสฟื้นตัวได้เมื่อเงินเฟ้อยังอยู่ในระดับสูง
ตัวเลขเศรษฐกิจที่ต้องจับตาช่วงนี้มีหลายตัวที่มีผลกระทบสูงต่อกองทุน ได้แก่ ADP Non‑Farm Employment Change (การเปลี่ยนแปลงการจ้างงานภาคเอกชน) ที่ตลาดคาดว่าจะออกมา 73,000 ตำแหน่ง เทียบกับครั้งก่อน 38,000 หากออกมาสูงกว่าคาดอาจบ่งชี้ว่าเศรษฐกิจสหรัฐยังแข็งแรง ทำให้ความกดดันให้ธนาคารกลางรักษาดอกเบี้ยสูงต่อไป ซึ่งมักส่งผลลบต่อกองตราสารหนี้และบวกต่อกองสินค้าโภคภัณฑ์และทองคำ ต่อมาคือ Core PCE Price Index m/m (มาตรวัดเงินเฟ้อที่ธนาคารกลางให้ความสำคัญ) ตลาดคาด 0.3% เทียบกับครั้งก่อน 0.2% หากออกมาสูงกว่าคาดจะยืนยันว่าเงินเฟ้อยังไม่ลดลง ทำให้มีโอกาสที่ดอกเบี้ยจะยังคงสูงหรือปรับขึ้นอีก ซึ่งเป็นผลดีต่อสินทรัพย์ที่ป้องกันเงินเฟ้อ เช่น กองทองคำและกองโภคภัณฑ์ สุดท้ายคือ Final GDP q/q (ผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศไตรมาสต่อไตรมาส) ตลาดคาด 1.5% เท่ากับครั้งก่อน หากออกมาสูงกว่าคาดจะสะท้อนการเติบโตที่แข็งแรง อาจทำให้ตลาดกังวลว่าธนาคารกลางจะต้องขึ้นดอกเบี้ยต่อไป ส่งผลลบต่อกองตราสารหนี้และอาจบวกต่อกลุ่มสินทรัพย์ที่ได้ประโยชน์จากภาวะเศรษฐกิจร้อน
จากตัวเลขเหล่านี้ มีประเด็นที่กรอบทฤษฎีข้างต้นยังไม่ได้พูดถึงอย่างชัดเจน นั่นคือทิศทางนโยบายของธนาคารกลางสหรัฐในระยะกลาง หากข้อมูลเงินเฟ้อและการจ้างงานเริ่มส่งสัญญาณว่าอัตราเงินเฟ้อกำลังลดลงอย่างต่อเนื่อง ธนาคารกลางอาจพิจารณาหยุดขึ้นดอกเบี้ยหรือแม้แต่เริ่มลดลง ซึ่งจะเปลี่ยนแปลงผลต่อสินทรัพย์อย่างมาก เช่น กองตราสารหนี้อาจกลับมาให้ผลตอบแทนที่น่าสนใจ ในขณะที่กองสินค้าโภคภัณฑ์และทองคำอาจเผชิญแรงกดดันเมื่อความต้องการป้องกันเงินเฟ้อลดลง ดังนั้นนักลงทุนควรหมั่นติดตามการประชุมและรายงานของธนาคารกลางสหรัฐ (เช่น FOMC minutes) รวมถึงตัวเลขเงินเฟ้อ CPI และ PCE อย่างสม่ำเสมอ เพื่อปรับสัดส่วนการลงทุนให้สอดคล้องกับภาวะเศรษฐกิจที่เปลี่ยนไปเสมอ พร้อมทั้งจำไว้ว่าการกระจายความเสี่ยงหลายประเภทสินทรัพย์ยังคงเป็นหลักพื้นฐานที่ช่วยลดความผันผวนของพอร์ตในระยะยาว