📅 บทวิเคราะห์ตลาดประจำวันที่ 2 ต.ค. 2569
เศรษฐกิจโตแรงจนเริ่ม "ร้อนเกินไป" ข้าวของแพงขึ้นเร็ว (เงินเฟ้อพุ่ง) ธนาคารกลางจึงเริ่มขึ้นดอกเบี้ยเพื่อเบรกความร้อนแรง หุ้นยังพอไปได้แต่เริ่มผันผวนมากขึ้นเพราะต้นทุนกู้เงินสูงขึ้น สิ่งที่ได้ประโยชน์คือ "ของที่จับต้องได้" ซึ่งราคาขึ้นตามเงินเฟ้อ
เหมือนตอนที่เราเดินไปตลาดเช้าแล้วเห็นพ่อค้าแม่ค้ากำลังเร่งยกของเข้าร้าน เพราะรู้ว่าตลาดจะวุ่น — คืนที่ผ่านมาตลาดโลกก็เป็นแบบนั้น พาดหัวข่าวบอกว่าผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐฯ ที่พุ่งขึ้นไปแตะระดับสูงสุดในรอบ 24 ปี เริ่มผ่อนคลายลง ขณะที่ราคาน้ำมันดิบพุ่งขึ้นกว่า 4% จากข่าวเรื่องเรือบรรทุกเครื่องบินไปกลางตะวันออก สองเรื่องนี้กระทบกองทุนไทยโดยตรง เพราะพันธบัตรสหรัฐฯ เป็นต้นทุนเงินกู้ของโลกทั้งใบ ส่วนน้ำมันคือต้นทุนการผลิตที่ลุกลามไปทุกอย่าง ตั้งแต่ค่าขนส่งไปจนถึงราคาสินค้าโภคภัณฑ์
ถ้ามองแผนที่สินทรัพย์วันนี้เหมือนแปลงผักของเรา ต้นที่กำลังโตดีคือ คริปโต หุ้นเกาหลี โภคภัณฑ์ หุ้นเทคสหรัฐ หุ้นญี่ปุ่น หุ้นสหรัฐ และหุ้นตลาดเกิดใหม่ ทุกกลุ่มให้ผลตอบแทนเป็นบวกทั้งระยะสั้นและยาว ส่วนต้นที่กำลังฝักเหี่ยวคือ หุ้นจีน ตราสารหนี้ หุ้นยุโรป ทองคำ หุ้นอินเดีย อสังหา/REIT หุ้นเวียดนาม และหุ้นไทยที่แม้ 6 เดือนจะบวกได้บ้างแต่ช่วง 1-3 เดือนกลับเป็นลบ นี่แปลว่าเงินกำลังไหลเข้าหาสินทรัพย์เสี่ยงสูงและสินค้าที่จับต้องได้ ส่วนเงินกำลังหนีออกจากตราสารหนี้และหุ้นบางภูมิภาค เพราะนักลงทุนเริ่มกังวลเรื่องเงินเฟ้อและต้นทุนการกู้ยืม
ในกลุ่มที่กำลังแข็งแกร่ง กองทุนไทยที่น่าสังเกตคือ SCBOILFUND สำหรับโภคภัณฑ์ MBTCETF-UI สำหรับคริปโต SCBKEQTGFUND สำหรับหุ้นเกาหลี TNASDAQ สำหรับหุ้นเทคสหรัฐ และ KKP US500-UH FUND สำหรับหุ้นสหรัฐ ส่วนกลุ่มที่อ่อนแออย่างหุ้นจีน มี MCHEVO ตราสารหนี้มี K-GDBOND หุ้นยุโรปมี SCBEUEQFUND ทองคำมี SCBGOLDFUND หุ้นอินเดียมี ABIG อสังหา/REIT มี TTHREIT และหุ้นเวียดนามมี SCBVNALPHA
สัปดาห์นี้มีตัวเลขเศรษฐกิจสหรัฐฯ ที่ต้องจับตา 3 ตัว คือ ค่าแรงเฉลี่ยต่อชั่วโมง จำนวนการจ้างงานนอกภาคเกษตร และอัตราการว่างงาน ประกาศวันศุกร์นี้เวลาบ่ายโมงครึ่งถึงเจ็ดโมงครึ่งตามเวลาไทย ตลาดคาดค่าแรงจะโต 0.3% การจ้างงานเพิ่ม 89,000 คน และอัตราว่างงานอยู่ที่ 4.1% เทียบกับครั้งก่อน ถ้าตัวเลขออกมาสูงกว่าคาด แปลว่าแรงงานยังแข็งแกร่ง เงินเฟ้ออาจยังไม่คลาย ธนาคารกลางสหรัฐฯ อาจต้องขึ้นดอกเบี้ยต่อ ซึ่งจะเป็นแรงกดดันหุ้นและตราสารหนี้ แต่ถ้าต่ำกว่าคาด เศรษฐกิจเริ่มชะลอ ตลาดอาจผ่อนคลาย หุ้นและทองคำมักได้ประโยชน์ ส่วนค่าเงินบาทอาจผันผวนตาม แต่เรื่องนี้กระทบกองทุนหุ้นต่างประเทศที่ลงทุนในสหรัฐฯ มากกว่า
จากสภาวะเศรษฐกิจสหรัฐฯ ที่อยู่ในช่วงร้อนแรง เศรษฐกิจโตเร็วจนเงินเฟ้อพุ่ง ธนาคารกลางกำลังขึ้นดอกเบี้ยเพื่อเบรกความร้อนแรง ทฤษฎีบอกว่าช่วงนี้ของที่จับต้องได้และทองคำมักเด่น เพราะราคาขึ้นตามเงินเฟ้อ ส่วนหุ้นอาจผันผวนมากขึ้นเพราะต้นทุนกู้สูง จากแผนที่สินทรัพย์วันนี้ก็เห็นภาพนี้ชัด คือโภคภัณฑ์และคริปโตให้ผลตอบแทนดี ในขณะที่ตราสารหนี้และหุ้นยุโรปอ่อนแอ หลักการคือช่วงนี้อาจพิจารณากองทุนโภคภัณฑ์อย่าง SCBOILFUND หรือกองทองที่รับแรงหนุนจากเงินเฟ้อ แต่ต้องจำไว้ว่านี่เป็นการประเมินจากแบบจำลองทางสถิติ ไม่ใช่การรับประกันผลตอบแทน และนักลงทุนควรกระจายความเสี่ยง อย่าใส่ไข่ทั้งหมดในตะกร้าเดียว
สิ่งที่กรอบทฤษฎีข้างบนยังไม่ได้พูดถึงคือเรื่องจังหวะเวลา — แม้เศรษฐกิจสหรัฐฯ จะร้อนแรง แต่ข่าวพาดหัวบอกว่าตลาดเริ่มผ่อนคลายความกังวลเรื่องการขึ้นดอกเบี้ยแล้ว เพราะผลตอบแทนพันธบัตรเริ่มถอยจากจุดสูงสุด นี่อาจหมายความว่าตลาดเริ่มคาดว่าธนาคารกลางสหรัฐฯ จะหยุดขึ้นดอกเบี้ยเร็วกว่าที่คิด ช่วงถัดไปนักลงทุนควรจับตาผลประชุมธนาคารกลางสหรัฐฯ และทิศทางค่าเงินดอลลาร์ เพราะถ้าดอลลาร์อ่อนตัว ทองคำและหุ้นตลาดเกิดใหม่มักฟื้นตัว แต่ถ้าดอลลาร์แข็งค่าต่อ ตราสารหนี้และหุ้นยุโรปอาจยังกดดันต่อไป สรุปคือให้สังเกตว่าความกลัวเรื่องเงินเฟ้อเริ่มลดลงจริงหรือยัง ก่อนจะตัดสินใจปรับพอร์ต