📅 บทวิเคราะห์ตลาดประจำวันที่ 6 ก.ย. 2569
นี่คือสถานการณ์ที่ยากที่สุด — เศรษฐกิจโตช้าลงหรือซบเซา แต่ข้าวของกลับยังแพงขึ้น (เงินเฟ้อสูง) เปรียบเหมือนรถติดหล่มแต่ค่าน้ำมันแพง ช่วงนี้หุ้นเจอปัญหากำไรบริษัทหด ส่วนพันธบัตรก็โดนเงินเฟ้อกัดกินผลตอบแทน จึงเป็นจังหวะที่ควร "ตั้งรับ" มากกว่าไล่ราคา
49 เปอร์เซ็นต์คือผลตอบแทนหกเดือนของหุ้นเกาหลีที่ปรากฏในแผนที่สินทรัพย์วันนี้ ซึ่งแสดงให้เห็นว่าเงินของนักลงทุนกำลังไหลเข้าสู่สินทรัพย์ที่ให้ผลตอบแทนสูงในระยะสั้นถึงกลาง เช่น หุ้นเกาหลี คริปโต และสินค้าโภคภัณฑ์ ในทางตรงข้ามเงินเริ่มถอนออกจากสินทรัพย์ที่แสดงสัญญาณอ่อนแอหรือผลตอบแทนติดลบในช่วงหกเดือนที่ผ่านมา อย่างเช่น หุ้นอินเดีย หุ้นจีน และตราสารหนี้ทั่วไป การเคลื่อนย้ายนี้สะท้อนความต้องการหาผลกำไรเร็วในขณะที่บางส่วนพยายามหลีกเลี่ยงความเสี่ยงที่อาจเกิดขึ้นเมื่อเศรษฐกิจโลกเผชิญแรงกดดันเงินเฟ้อและการเติบโตที่ชะลอตัว
สินทรัพย์ที่อยู่ในสถานะ “แข็งแกร่ง” หมายถึงราคาหรือมูลค่ามีแนวโน้มปรับขึ้นอย่างต่อเนื่องในระยะหนึ่งถึงหลายเดือน ซึ่งอาจดึงดูดนักลงทุนที่ต้องการผลตอบแทนเร็ว แต่ก็ต้องระวังว่าการขึ้นอย่างรวดเร็วบางครั้งอาจนำไปสู่การปรับฐานเมื่อความคาดหวังเปลี่ยนไป สินทรัพย์ที่อยู่ในสถานะ “อ่อนแอ” หรือ “เริ่มฟื้นตัว” มักสะท้อนถึงความไม่แน่นอนหรือแรงกดดันด้านลบ ซึ่งอาจเปิดโอกาสให้ผู้ที่มองหาราคาที่ถูกกว่ามูลค่าพื้นฐาน แต่ก็ต้องพิจารณาความเสี่ยงที่อาจยังคงอยู่ต่อเนื่อง สำหรับนักลงทุนกองทุนรวม การเข้าใจว่ากลุ่มสินทรัพย์ใดกำลังได้รับแรงหนุนหรือแรงกดดันช่วยให้สามารถตัดสินใจว่าจะจัดสรรเงินไปในสัดส่วนใดตามระดับความเสี่ยงที่ยอมรับได้
จากข้อมูลที่มี กองทุนไทยที่สะท้อนการเคลื่อนไหวของสินทรัพย์แข็งแกร่งได้แก่ SCBKEQTGFUND ซึ่งเน้นหุ้นเกาหลี KT-BTCETFFOF-UI ที่ลงทุนในบิตคอยน์ผ่านกองทุน ETF และ I-OIL ที่มุ่งเน้นสินค้าโภคภัณฑ์พลังงาน นอกจากนี้ยังมีกองทุนที่ครอบคลุมตลาดเกิดใหม่เช่น K-SEMQ ตลาดญี่ปุ่นอย่าง K-JPX และตลาดโลกอย่าง K-GLOBE สำหรับหุ้นเทคโนโลยีสหรัฐมี KT-NASDAQ ส่วนหุ้นสหรัฐทั่วไปมี KKP US500-UH FUND และหุ้นไทยมี KT-SET50 ในทางกลับกัน กองทุนที่อยู่ในกลุ่มอ่อนแอได้แก่ K-INDIA (หุ้นอินเดีย) MCHEVO (หุ้นจีน) และ K-GDBONDUH ซึ่งเป็นกองตราสารหนี้ทั่วไป ส่วนกองทุนอสังหาริมทรัพย์อย่าง TTHREIT และกองทุนทองคำอย่าง SCBGOLDFUND แสดงสัญญาณโมเมนตัมแผ่วหรือเริ่มฟื้นตัวตามลำดับ
เมื่อพิจารณาสภาวะเศรษฐกิจสหรัฐที่ถูกอธิบายว่าอยู่ในช่วง “ชะงักงัน” (Stagflation) ซึ่งเศรษฐกิจโตช้าหรือหยุดนิ่งแต่เงินเฟ้อยังสูง หลักการเบื้องต้นแนะนำให้เพิ่มสัดส่วนสินทรัพย์ที่มีความเสี่ยงต่ำและสภาพคล่องสูง เช่น กองตลาดเงิน (Money Market) หรือกองตราสารหนี้ระยะสั้น เพื่อรอให้ภาพเศรษฐกิจชัดเจนขึ้นก่อนค่อยกลับเข้าสู่สินทรัพย์เสี่ยงสูง ในขณะเดียวกันการถือทองคำบางส่วนสามารถช่วยป้องกันผลกระทบจากเงินเฟ้อได้ จากกองทุนที่ปรากฏในข้อมูล K-GDBONDUH เป็นตัวอย่างของกองตราสารหนี้ที่อาจพิจารณาในฐานะสินทรัพย์ป้องกันความเสี่ยง ส่วน SCBGOLDFUND เป็นตัวอย่างของกองทองคำที่อาจใช้เป็นเครื่องมือป้องกันเงินเฟ้อได้ แม้ว่าจะไม่มีกองตลาดเงินที่ระบุชื่อไว้โดยตรง แต่หลักการดังกล่าวยังคงใช้ได้และควรกระจายความเสี่ยงไปยังหลายประเภทสินทรัพย์เพื่อลดผลกระทบจากความไม่แน่นอนใดๆ
ตัวเลขเศรษฐกิจที่ต้องจับตาในช่วงนี้ได้แก่ การประกาศ Core PPI m/m ของสหรัฐที่ตลาดคาดว่าจะออกมาที่ 0.3 เปอร์เซ็นต์ เทียบกับครั้งก่อนที่ 0.2 เปอร์เซ็นต์ หากตัวเลขออกมาสูงกว่าคาดอาจส่งสัญญาณว่าแรงกดดันเงินเฟ้อในภาคการผลิตยังคงอยู่ ซึ่งอาจทำให้กองตราสารหนี้เผชิญแรงกดดันเพิ่มเติมเนื่องจากผลตอบแทนจริงอาจลดลง ขณะที่กองทองคำอาจได้รับแรงหนุนจากความกังวลเงินเฟ้อ อีกตัวเลขหนึ่งคือ PPI m/m ที่ตลาดคาด 0.4 เปอร์เซ็นต์ เทียบกับครั้งก่อนที่ 0.0 เปอร์เซ็นต์ ผลที่ออกมาสูงกว่าคาดก็มีความหมายคล้ายกันคืออาจบ่งชี้ถึงต้นทุนผู้ผลิตที่เพิ่มขึ้น ซึ่งอาจกระทบต่อกำไรบริษัทและส่งผลลบต่อกองหุ้นในระยะสั้น สุดท้ายคือ Core CPI m/m ที่ตลาดคาด 0.2 เปอร์เซ็นต์ เท่ากับครั้งก่อน หากตัวเลขออกมาสูงกว่าคาดอาจยืนยันว่าเงินเฟ้อพื้นฐานยังไม่คลายตัว ซึ่งจะยิ่งสนับสนุนการถือสินทรัพย์ป้องกันเงินเฟ้อเช่นทองคำและอาจทำให้นักลงทุนลดน้ำหนักในกองตราสารหนี้ระยะยาวชั่วคราว
จากมุมมองของผม ตัวเลขเศรษฐกิจชุดนี้ยังไม่ได้พูดถึงทิศทางนโยบายธนาคารกลางที่อาจมีการเปลี่ยนแปลงอย่างกะทันหันหลังจากการประกาศข้อมูลเงินเฟ้อหรือการจ้างงาน หากธนาคารกลางส่งสัญญาณว่าจะคงอัตราดอกเบี้ยไว้สูงต่อเนื่องเพื่อสู้เงินเฟ้อ กองตราสารหนี้ระยะยาวอาจเผชิญกับความเสี่ยงราคาลดลงจากอัตราผลตอบแทนที่เพิ่มขึ้น ในทางกลับกันหากมีสัญญาณว่าธนาคารกลางเริ่มพิจารณาผ่อนคลายนโยบายเนื่องจากเศรษฐกิจเริ่มแสดงสัญญาณอ่อนแอ กองหุ้นอาจได้รับแรงหนุนจากความคาดหวังว่าต้นทุนเงินกู้จะลดลง ดังนั้นนักลงทุนควรติดตามไม่เพียงแค่ตัวเลขเงินเฟ้อและการจ้างงาน แต่ยังรวมถึงถ้อยแถลงและการประชุมของธนาคารกลางหลัก เช่น ECB และเฟด รวมถึงเหตุการณ์ทางภูมิรัฐศาสตร์ที่อาจส่งผลต่อราคาสินค้าโภคภัณฑ์และอัตราแลกเปลี่ยนโดยอ้อม การมีพอร์ตที่กระจายไปยังสินทรัพย์หลายประเภทและการทบทวนสัดส่วนอย่างสม่ำเสมอจะช่วยให้สามารถปรับตัวได้ทันเมื่อสภาพแวดล้อมเปลี่ยนไปโดยไม่ต้องพึ่งพาการทำนายตลาดอย่างแม่นยำเพียงอย่างเดียว