📅 บทวิเคราะห์ตลาดประจำวันที่ 24 ส.ค. 2569
นี่คือสถานการณ์ที่ยากที่สุด — เศรษฐกิจโตช้าลงหรือซบเซา แต่ข้าวของกลับยังแพงขึ้น (เงินเฟ้อสูง) เปรียบเหมือนรถติดหล่มแต่ค่าน้ำมันแพง ช่วงนี้หุ้นเจอปัญหากำไรบริษัทหด ส่วนพันธบัตรก็โดนเงินเฟ้อกัดกินผลตอบแทน จึงเป็นจังหวะที่ควร "ตั้งรับ" มากกว่าไล่ราคา
คืนที่ผ่านมาตลาดโลกเกิดอะไรขึ้น: Stock futures slip after Dow posts back-to-back weekly declines และ Gold rallies to 3-month high on weaker dollar, bullish technicals
ตลาดหลักทรัพย์โลกในช่วงนี้มีการเคลื่อนไหวของเงินหลาย path เหมือนกับรถไฟที่เปลี่ยนเส้นทางบ่อย ๆ เงินกำลังเริ่มไหลออกจากหมวดที่ผลการดำเนินงานเริ่มอ่อนแอ เช่น กองอสังหารีและกองที่ลงทุนในหุ้นตลาดใหม่ ๆ ที่ยังไม่มีแนวโน้มเติบโตชัดเจน ขณะเดียวกัน เงินยังคงไหลเข้าหรืออยู่ในหมวดที่ผลตอบแทนยังคงแข็งแรง เช่น กองตลาดเงินที่ให้ผลตอบแทนค่อนข้างมั่นคง กองตราสารหนี้ระยะสั้นที่เริ่มฟื้นตัว และกองทองคำที่ยังคงรักษาความแข็งแรงแม้จะมีการขึ้นลงของราคา
จากการสังเกตแผนที่สินทรัพย์ในขณะนี้ เราจะเห็นว่าหมวดหุ้นส่วนใหญ่ในสหรัฐ ยุโรป และประเทศพัฒนาแล้วกำลังมีแนวโน้มแข็งแรง โดยเฉพาะหุ้นยุโรปที่มีผลตอบแทนใน 6 เดือนที่ดีกว่า ขณะที่หมวดหุ้นใหม่ ๆ เช่น เวียดนาม อินเดีย และจีน ยังอยู่ในช่วงเริ่มฟื้นตัวแต่ยังมีความผันผวนสูง การเข้าใจว่าแต่ละหมวดกำลังอยู่ในจุดไหนช่วยให้นักลงทุนสามารถมองว่า “หมวดไหนที่ควรอยู่ในพอร์ต” และ “หมวดไหนที่ควรระวัง” โดยไม่ต้องตัดสินใจซื้อหรือขายกองทุนแต่ละกองโดยตรง
ในขณะที่เศรษฐกิจสหรัฐฯ กำลังอยู่ในช่วง stagflation เงินสดหรือกองที่มีความเสี่ยงต่ำอย่างกองตลาดเงินและกองตราสารหนี้ระยะสั้นจึงเป็นที่น่าสนใจสำหรับนักลงทุนที่ต้องการรอให้สถานการณ์ชัดเจนขึ้น กองทุนไทยที่ตรงกับหมวดนี้ได้แก่ K-GDBONDUH ที่เป็นกองตราสารหนี้ระยะสั้น และกองทุนตลาดเงินที่มีอยู่ในข้อมูล ซึ่งโดยหลักการแล้วในช่วงแบบนี้ ควรให้ความสำคัญกับหมวดที่มีความเสี่ยงต่ำและสามารถให้สภาพคล่องสูง เพื่อรอจังหวะที่เศรษฐกิจเริ่มฟื้นตัวก่อนกลับเข้าหมวดหุ้นที่มีแนวโน้มเติบโต
ตัวเลขเศรษฐกิจที่ต้องจับตาช่วงนี้ประกอบด้วย Core PCE Price Index m/m ที่ตลาดคาดจะออกมาที่ 0.2% ซึ่งสูงกว่าครั้งก่อนที่ 0.1% หากผลลัพธ์ออกมาสูงกว่าคาด จะบ่งบอกว่าแรงกดดันจากเงินเฟ้อยังคงอยู่ จึงอาจทำให้กองทุนที่ลงทุนในพันธบัตรหรือตราสารหนี้ที่มีผลตอบแทนสูงอาจเผชิญแรงกดดัน ส่วน Prelim GDP q/q ที่ตลาดคาดว่าจะอยู่ที่ 1.5% เหมือนกับครั้งก่อน หากข้อมูลออกมาต่ำกว่าคาด จะส่งสัญญาณว่าการเติบโตของเศรษฐกิจอาจชะลอลง ทำให้หมวดหุ้นอาจต้องเผชิญความไม่แน่นอนเพิ่มขึ้น ส่วน Unemployment Claims ที่ตลาดคาดว่าจะเป็น 208K สูงกว่าครั้งก่อนที่ 206K หากตัวเลขออกมาสูง จะบ่งบอกถึงภาระงานที่เพิ่มขึ้นในตลาดแรงงาน ซึ่งอาจส่งผลต่อความเชื่อมั่นของนักลงทุนในหมวดหุ้นและทำให้เงินไหลออกจากหมวดที่มีความเสี่ยงสูง
จากมุมมองส่วนตัวแล้ว ประเด็นที่กรอบทฤษฎีข้างบนไม่ได้ครอบคลุมคือการที่ธนาคารกลางสหรัฐฯ ยังคงรักษานโยบายอัตราดอกเบี้ยไว้สูงต่อไปอาจทำให้ต้นทุนการกู้ยืมของบริษัทเพิ่มขึ้น จึงอาจส่งผลต่อกำไรของกองทุนที่ลงทุนในหุ้นอุตสาหกรรมหรือเทคโนโลยีโดยตรง ซึ่งอาจทำให้หมวดหุ้นเหล่านี้ต้องเผชิญแรงกดดันเพิ่มขึ้นอีก ทำให้ในช่วงต่อไปนักลงทุนควรจับตาตัวเลขการขอรับเงินชดเชยการว่างงาน (Unemployment Claims) และการประกาศของประธานธนาคารกลางสหรัฐฯ (Fed Chairman Warsh Speaks) เพราะข้อมูลเหล่านี้อาจให้สัญญาณว่าเศรษฐกิจจะชะลอตัวต่อเนื่องหรือเริ่มฟื้นตัวในระยะถัดไป ซึ่งเป็นสำคัญสำหรับการวางแผนการจัดสรรหมวดสินทรัพย์ในพอร์ตของแต่ละกองทุนรวมต่อไป