📅 บทวิเคราะห์ตลาดประจำวันที่ 3 ก.ย. 2569
นี่คือสถานการณ์ที่ยากที่สุด — เศรษฐกิจโตช้าลงหรือซบเซา แต่ข้าวของกลับยังแพงขึ้น (เงินเฟ้อสูง) เปรียบเหมือนรถติดหล่มแต่ค่าน้ำมันแพง ช่วงนี้หุ้นเจอปัญหากำไรบริษัทหด ส่วนพันธบัตรก็โดนเงินเฟ้อกัดกินผลตอบแทน จึงเป็นจังหวะที่ควร "ตั้งรับ" มากกว่าไล่ราคา
คืนที่ผ่านมาตลาดโลกมีสองเรื่องที่ดึงความสนใจมากที่สุด เรื่องแรกคือดัชนีฟิวเจอร์สหุ้นที่เคลื่อนไหวไม่มากหลังจากที่ดัชนีหลักสามวันติดต่อกันหยุดการลดลง ซึ่งแสดงให้เห็นว่าผู้ลงทุนเริ่มหยุดขายหุ้นอย่างเร่งรีบและรอดูทิศทางต่อไป เรื่องที่สองคือราคาทองคำที่ปรับตัวขึ้นเมื่อดอลลาร์และอัตราผลตอบแทนพันธบัตรอ่อนลง ขณะที่ตลาดกำลังรอตัวเลขการจ้างงานนอกภาคเกษตรของสหรัฐฯ สองหัวข้อนี้สะท้อนว่าตอนนี้เงินกำลังเคลื่อนไหวระหว่างสินทรัพย์ที่ให้ผลตอบแทนสูงในระยะสั้นกับสินทรัพย์ที่มองว่าเป็นที่หลบภัยเมื่อความไม่แน่นอนยังมีอยู่
เมื่อดูจากแผนที่สินทรัพย์ประจำวันที่ 3เดือนล่าสุด จะเห็นว่าเงินกำลังไหลเข้าไปในกลุ่มที่แสดงสถานะ “แข็งแกร่ง” เช่น คริปโต (ตัวอย่างกอง KT‑BTCETFFOF‑UI) น้ำมันและสินค้าโภคภัณฑ์ (กอง I‑OIL) หุ้นเกาหลี (กอง SCBKEQTGFUND) หุ้นญี่ปุ่น (กอง K‑JPX) หุ้นตลาดเกิดใหม่ (กอง K‑SEMQ) หุ้นสหรัฐฯ (กอง KKP US500‑UH FUND) หุ้นโลก (กอง K‑GLOBE) หุ้นยุโรป (กอง K‑EUX) และหุ้นเทคสหรัฐฯ (กอง KT‑NASDAQ) ในทางกลับกัน เงินเริ่มถอนออกหรือระมัดระวังมากขึ้นในกลุ่มที่มีสถานะ “อ่อนแอ” หรือ “เริ่มฟื้นตัว” เช่น หุ้นอินเดีย (กอง K‑INDIA) หุ้นเวียดนาม (กอง SCBVNALPHA) หุ้นไทย (กอง KT‑SET50) ทองคำ (กอง SCBGOLDFUND ที่กำลังเริ่มฟื้นตัว) อสังหาริมทรัพย์/REIT (กอง TTHREIT) ตราสารหนี้ (กอง K‑GDBONDUH) และหุ้นจีน (กอง MCHEVO) คำว่า “แข็งแกร่ง” หมายถึงผลตอบแทนในช่วง 1‑3‑6 เดือนล่าสุดอยู่ในระดับบวกและมีความต่อเนื่อง ส่วน “อ่อนแอ” หมายถึงผลตอบแทนติดลบหรือแกว่งตัวในแดนลบ ซึ่งบอกให้นักลงทุนเห็นว่าตอนนี้ความเชื่อมั่นต่อสินทรัพย์เหล่านั้นยังไม่สูงนัก
มองไปข้างหน้า สภาวะเศรษฐกิจสหรัฐฯ ที่ถูกอธิบายว่าเป็น “ชะงักงัน” (Stagflation) – เศรษฐกิจโตช้าแต่เงินเฟ้อยังสูง – ทำให้หลักการเบื้องต้นแนะนำให้เพิ่มสัดส่วนสินทรัพย์ที่มีความเสี่ยงต่ำและสภาพคล่องสูงไว้ก่อน เพื่อรอให้ภาพเศรษฐกิจชัดเจนขึ้นจึงค่อยกลับไปลงทุนในสินทรัพย์เสี่ยงสูง เช่น หุ้น ในทางปฏิบัติอาจพิจารณากองตลาดเงิน (Money Market) หรือกองตราสารหนี้ระยะสั้นซึ่งมักให้ผลตอบแทนที่สม่ำเสมอและกระทบจากเงินเฟ้อน้อยกว่า นอกจากนี้การถือทองคำบางส่วนยังสามารถช่วยป้องกันพลังเงินเฟ้อได้ แม้ว่าตอนนี้ทองคำจะอยู่ในช่วง “เริ่มฟื้นตัว” แต่กองตัวอย่างอย่าง SCBGOLDFUND ก็ยังเป็นทางเลือกที่สามารถดูได้ สำหรับผู้ที่ต้องการสัมผัสกับสินค้าโภคภัณฑ์ซึ่งมักทำผลงานดีในช่วงเงินเฟ้อสูง กอง I‑OIL ก็เป็นตัวอย่างที่อยู่ในข้อมูล
ตัวเลขเศรษฐกิจที่ควรจับตาในช่วงนี้มีหลายตัว แต่ที่สำคัญและมีผลต่อกองทุนรวมมากที่สุดคือ 1) Average Hourly Earnings m/m (ค่าจ้างเฉลี่ยต่อชั่วโมงรายเดือน) – ตลาดคาดว่าจะเพิ่มขึ้น 0.3% เทียบกับครั้งก่อนที่เพิ่มขึ้น 0.1% หากตัวเลขออกมาสูงกว่าคาดอาจบ่งชี้ว่าแรงกดดันเงินเฟ้อจากค่าจ้างยังอยู่ ซึ่งอาจทำให้ผลตอบแทนพันธบัตรถูกกดดันลงและกองตราสารหนี้อาจเผชิญกับความผันผวนมากขึ้น 2) Non‑Farm Employment Change (การเปลี่ยนแปลงการจ้างงานนอกภาคเกษตร) – ตลาดคาดว่าจะเพิ่มขึ้น 55,000 ตำแหน่ง เทียบกับครั้งก่อนที่ลดลง 23,000 ตำแหน่ง หากออกมาสูงกว่าคาดอาจแสดงว่าเศรษฐกิจมีความแข็งแกร่งกว่าที่คิด ซึ่งอาจหนุนความเชื่อมั่นในกองหุ้น แต่ในทางกลับกันก็อาจเพิ่มความกังวลว่าเงินเฟ้อจะยังคงสูง ทำให้กองทุนที่เน้นสินทรัพย์ปลอดภัยอย่างตราสารหนี้ระยะสั้นหรือเงินสดอาจได้รับความสนใจเพิ่มขึ้น 3) Unemployment Rate (อัตราการว่างงาน) – ตลาดคาดว่าจะอยู่ที่ 4.1% เท่ากับครั้งก่อน หากตัวเลขออกมาต่ำกว่าคาด (ว่างงานน้อยลง) อาจบ่งชี้ว่าตลาดแรงงานตึงตัว ซึ่งอาจส่งผลให้เงินเฟ้อจากค่าจ้างเพิ่มขึ้นและกดดันผลตอบแทนพันธบัตร ในทางตรงกันข้าม หากอัตราว่างงานสูงกว่าคาดอาจเพิ่มความต้องการสินทรัพย์ปลอดภัยและทำให้กองทุนตลาดเงินหรือกองตราสารหนี้ระยะสั้นดูน่าสนใจมากขึ้น
จากตัวเลขที่กำลังจะประกาศนี้ นอกเหนือจากกรอบทฤษฎีเรื่อง Stagflation แล้ว สิ่งที่ควรเพิ่มความสนใจคือทิศทางนโยบายของธนาคารกลางสหรัฐฯ (Fed) ว่าจะยังคงตรึงอัตราดอกเบี้ยหรือมีสัญญาณว่าจะปรับลดในอนาคต เพราะการเคลื่อนไหวของดอกเบี้ยมีผลโดยตรงต่อราคาพันธบัตรและจึงส่งต่อไปยังกองตราสารหนี้ทุกประเภท นอกจากนี้ความตึงเครียดทางภูมิรัฐศาสตร์ที่อาจส่งผลต่อราคาน้ำมันยังเป็นปัจจัยที่ทำให้สินค้าโภคภัณฑ์อย่างกอง I‑OIL มีความผันผวนสูง ดังนั้นในช่วงถัดไปนักลงทุนควรหมั่นติดตามทั้งข่าวการประชุมของ Fed รายงานเงินเฟ้อ CPI และ PCE รวมถึงเหตุการณ์ที่อาจกระทบต่ออุปทานน้ำมัน เพื่อให้สามารถปรับสัดส่วนการถือสินทรัพย์ให้สอดคล้องกับสภาพแวดล้อมที่เปลี่ยนแปลงไปได้อย่างทันเวลา และอย่าลืมว่าการกระจายความเสี่ยงไปยังหลายประเภทสินทรัพย์ยังคงเป็นหลักพื้นฐานที่ช่วยลดผลกระทบจากความไม่แน่นอนใดๆ ได้เสมอ.